Eliminate Chaos Chapter 13 - บทที่ 3 ตอนที่ 1

กระทู้จากหมวด 'Fiction' โดย Azemag, 27 พฤศจิกายน 2011.

  1. Aki Paradox Observer

    EXP: 485 ถูกใจที่ได้รับ: 41 คะแนน Trophy: 48
    ก็... ตามมาเม้นท์แบบสั้น ๆ (จริง ๆ ๆ ๆ)

    ถ้าจะเทียบตอนก่อนแก้กับหลังแก้ ส่วนที่ชอบที่สุดคงเป็นตรง
    สำหรับส่วนอื่น ๆ ก็รู้สึกไม่ขัดแล้ว... เอาเป็นว่า ถ้าได้ดูตอนหน้า คงจะวิจารณ์ได้มากกว่านี้ (ฮา)
  2. swanton Dragon on Board

    EXP: 1,436 ถูกใจที่ได้รับ: 69 คะแนน Trophy: 113
    อ่านแล้ว ตามเหลือเกิน ยิ่งกว่าเจ้าหนี้ =w="

    ส่วนตัวผมอ่านบทเพิ่มเติมแล้ว รู้สึกว่า มันเยิ่นเย้อกว่าเดิม เพราะการบรรยายเยอะกว่าเดิม ละเอียดหยุมหยิมยิบย่อย โดยเฉพาะอากัปกริยาและฉากต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นภาพเคลื่อนไหว
    คือไม่รู้สิครับ ผมกับอากิคงจะมาคนละแนวกัน ผมชอบบรรยายแบบเอาใจความ เอาภาพพอสังเขป ไม่ได้ชอบละเอียดอะไรมากมาย แต่ถามว่าดีขึ้นไหม ผมว่าดีขึ้นในส่วนบทสนทนา เพราะมันมีรายละเอียดมากขึ้น

    จริงๆไม่ต้องแก้มันก็โอเคอยู่แล้วน่อ...
    Aki ถูกใจสิ่งนี้
  3. Aki Paradox Observer

    EXP: 485 ถูกใจที่ได้รับ: 41 คะแนน Trophy: 48
    เรามากันคนละแนวหล่ะพี่...
    แต่แนวผมอ่ะ รอฟิควาเลนไทน์พี่อยู่นาาาา :D
  4. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    ขอบใจสหาย


    งั้นอ่านตอนนี้แล้วคอมเมนต์ให้ด้วยละ หึหึหึ

    ลางเนื้อชอบลางยาละเนอะ...แต่ส่วนตัวคนเขียนก็ชอบสำนวนแบบหลังมากกว่าแฮะ
    ทนๆอ่านเอาหน่อยนะ m(_ _)m
  5. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    บทที่ 1 นักล่าค่าหัว
    1 - 4 ความเชื่อใจ



    เมื่อหมดธุระกับหมู่บ้านแห่งนี้ นักโทษถูกพาตัวไป กองทหารถอนกำลัง เทรนหายจากอาการป่วย

    เอเซจึงออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เขาตัดสินใจมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ

    ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน ทั้งสองไม่เปิดปากพูดคุยกันแม้แต่คำเดียวยกเว้นตอนที่เด็กสาวบอกให้หยุดเมื่อเดินทางต่อไม่ไหวเพราะความเหนื่อย



    “เนียร์....คุยอะไรกับเจ้าบ้าง ?” เขาเริ่มต้นบทสนทนาอย่างกะทันหันในคืนวันที่สี่ของการเดินทางทำเอาเทรนสะดุ้งเฮือกตื่นจากอาการสะลึมสะลือ

    “...เมื่อกี๊เจ้าถามข้าเหรอ ?”

    “ใช่... ข้าถามว่าเนียร์คุยอะไรกับเจ้าบ้าง” ชายหนุ่มถามซ้ำอีกครั้ง

    เด็กสาวนิ่งเงียบครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะตอบด้วยคำถาม “เรื่องตั้งหลายวันก่อนแล้ว เจ้าอยากรู้ไปทำไมกัน ?”

    “....ข้าต้องตอบก่อนใช่ไหม ?”



    เอเซผ่อนตัวลงพิงต้นไม้ปิดตาสนิทแล้วไม่พูดอะไรอีก เทรนชันเข่าเกยคางมองผู้ชายตรงหน้าแล้วนึกย้อนไปถึงวันที่เธอได้พบกับเนียร์





    แดดอุ่นๆตอนสายเล็ดลอดหน้าต่างส่องกระทบเรือนแก้มขาวผ่อง เปลือกตาเด็กสาวกระตุกเล็กน้อยแล้วเปิดกว้าง มือซ้ายเลิกผ้าห่มออกจากตัว มืออีกข้างยกขึ้นลูบผมชุ่มเหงื่อที่ปรกหน้าปรกตา

    ความทรงจำสุดท้ายหวนคืนกลับมา เธอสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมาเหมือนถูกดึง เสียงผวาตกใจแผดออกจากคอ

    บานประตูเปิดออก แสงสว่างลอดเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของผู้ชาย

    เสียงกรีดร้องดังลั่น ผู้คนด้านล่างผงะตกใจตามๆกัน


    “ออกไป! ไปให้พ้น! อย่าเข้ามานะ ออกไป!!!” เด็กสาวตัวสั่นหวาดกลัวสุดขีด อะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวถูกฉวยคว้าและขว้างอย่างสะเปะสะปะ


    หลานสาวเจ้าของโรงแรมกุลีกุจอขึ้นบันไดมาทั้งที่มือยังเปียกชุ่ม เม็ดเหงื่อเกาะกุมใบหน้า เธอพบเนียร์ที่ยิงพิงกำแพงข้างประตู เขายิ้มให้เธอก่อนจะถอนหายใจเบาๆ หญิงสาวเข้าใจสถานการณ์ได้ทันทีจึงรีบเข้าไปในห้องกอดเด็กสาววัยสิบหกตรงหน้าไว้กับตัวแล้วพูดปลอบเบาๆที่ข้างหู



    “ไม่เป็นไร ปลอดภัยแล้วๆ”

    เทรนร้องไห้โฮเหมือนเด็กตัวน้อยในอ้อมกอดของแม่




    ผ่านไปร่วมสิบนาทีสถานการณ์ก็คลี่คลายหลังจากเทรนรู้ว่าเธอถูกช่วยไว้ทันก่อนจะถูกขืนใจ


    “ท่านเนียร์คะ เชิญเข้ามาด้านในค่ะ” หญิงสาวตะโกนบอก ผู้ที่ถูกเรียกเดินเข้ามาในห้องจนหยุดอยู่ห่างจากเตียงพอประมาณ ก้มหัวลงเล็กน้อยทักทายเด็กสาว

    “ท่านนี้คือหัวหน้าหน่วยทหารที่มาจับโจรพวกนั้นไปลงโทษจ๊ะ” หลานสาวเจ้าของโรงแรมบอกกับเทรน

    “ขะ...ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้ค่ะ”

    “ขอบใจผิดคนแล้วละ คนที่ช่วยเจ้าไว้ก็คือคนที่พาเจ้ามาที่หมู่บ้านนี้นั่นแหละ”

    “เอเซ...น่ะเหรอ ?” เด็กสาวถามกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ

    เขาพยักหน้ายืนยัน “ข้ามาหลังจากเกิดเรื่องสามวัน อ๊ะ...ลืมไปสนิทเลย ข้าชื่อเนียร์ เซเว่นสตาร์ เป็นทหารในสังกัดสหพันธรัฐออกัสตินัส เอเซแจ้งข่าวไปว่าเขาจับกุมตัวนักโทษสำคัญได้ข้าจึงเดินทางมาที่นี่”

    “อากัส...นัส ?” เด็กสาวทวนคำที่เธอไม่รู้จัก แต่เสียงโครกครากก็ดังขึ้นมาก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรไปมากกว่านี้

    “ขะ...ขอโทษค่ะ”

    “เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอก ข้าเพียงมีบางอย่างอยากจะถามเจ้า แต่ก็นะ...รอให้เจ้าได้กินข้าวกินปลาก่อนแล้วค่อยคุยกันตอนนั้นก็ยังไม่สาย”

    เนียร์ยิ้มให้เด็กสาวที่หน้าแดงด้วยความขวยเขิน “เดี๋ยวข้าลงไปรอข้างล่างก่อนนะ”



    เด็กสาวถูกพาไปอาบน้ำล้างตัวใส่ชุดที่เนียร์ให้คนไปซื้อหามา เป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเรียบๆกับกางเกงขายาวสีดำ ขนาดใหญ่กว่าคนใส่ไปนิดหน่อยแต่ก็ช่วยให้เด็กสาววัยนี้ดูน่ารักน่าถนอมขึ้นอีกมาก

    หลังกินข้าวจนอิ่มและพามาส่งในห้อง หลานสาวเจ้าของโรงแรมหายลับไปหลังประตูเพียงครู่เดียวเนียร์ก็เข้ามาในห้อง



    “ขอโทษที่ทำให้รอค่ะ” เด็กสาวก้มหน้าขอโทษด้วยความเกรงใจ

    “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้รีบร้อนอะไร” เนียร์ลากเก้าอี้มาที่ปลายเตียงแล้วนั่งลง “ข้าแค่อยากถามอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง”

    เด็กสาววัยสิบหกหรี่ตาด้วยความสงสัย นายทหารหนุ่มผมสีประกายทองคำยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถามว่า

    “ทำไมเจ้าถึงเดินมากับเอเซละ ?”

    เทรนก้มหน้าลง สองมือขยำกางเกงจนยับเมื่อนึกถึงพ่อที่ตายไปก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกแน่นอยู่กลางอก

    เธอแข็งใจกดความเศร้าไว้ เล่าถึงครอบครัวของเธอในหมู่บ้านเล็กๆ เธออยู่อาศัยกับพ่อและพี่สาวเป็นคืนวันแสนสุขก่อนที่ช่วงเวลานั้นหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มโจรเถื่อน เหตุการณ์ที่ไปขอให้เอเซช่วยแต่เขาปฏิเสธจนเธอหุนหันพลันแล่นไปเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรจนแย่แต่รอดมาได้เพราะเอเซ




    เนียร์รับฟังด้วยท่าทีสงบจนกระทั่งได้ยินประโยคที่เด็กสาวพูด ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นงุนงงสงสัยจนอดใจที่จะถามแทรกไม่ได้

    “เมื่อครู่...เจ้าบอกว่าเอเซคิดค่าช่วยเหลือเจ้าเท่าไรนะ ?”

    “สองร้อยเหรียญทองค่ะ” เทรนตอบตามปรกติ แต่สีหน้าของเนียร์ยิ่งไม่ปรกติ

    “ข้าอยากจะบ้าตายจริงๆ เจ้านั่นคิดอะไรอยู่กันนะ” หัวหน้าหน่วยทหารกล้าแห่งออกัสตินัสยกมือปิดหน้าส่ายหัว

    “เป็นอะไรไปคะ ?” เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มถามด้วยความประหลาดใจ

    “เอ้อ...ขอโทษที ข้าแค่นึกไม่ถึงว่าเจ้านั่นจะ.....บอกแบบนั้น”

    “มันคงเยอะมากๆสินะคะ” เทรนถอนหายใจแรงๆ “ตอนนี้ข้าทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหากถึงเวลาจำเป็นละก็ไม่ว่าจะเป็นอะไรข้าก็จะทำถ้าสิ่งนั้นทำให้ข้าเป็นอิสระได้”


    ประโยคสุดท้ายที่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวของเธอทำให้นักรบหนุ่มตรงหน้าเกิดรอยยิ้มด้วยความชื่นชม


    “ดูท่าคงเป็นห่วงเจ้ามากเกินความจำเป็น เจ้าเป็นเด็กที่เข้มแข็งกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”

    เด็กสาวหน้าแดงด้วยความอาย เป็นครั้งแรกที่เธอถูกชมต่อหน้าจึงทำอะไรไม่ถูกนอกจากขยำปลายชุดแล้วบิดไปมา

    “ข้าขอถามชื่อเจ้าได้ไหม ?” เนียร์ถามน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มสดใส

    “เทรน โคลฟเวอร์ลีฟค่ะ” เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสเช่นเดียวกัน

    “เอาละ ข้าคงต้องกลับไปทำงานต่อแล้ว อ๊ะๆไม่ต้องลุกไปส่งหรอก เจ้าพักผ่อนไปเถอะ” ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นเทรนทำท่าจะขยับลุกตาม



    “อ้อ...เกือบลืมไปแน่ะ ถ้าเป็นไปได้ในคืนที่มืดมิดที่สุดก็ระวังตัวไว้นะ อยู่ห่างจากเจ้านั่นไว้ก็ดี”

    เนียร์พูดประโยคนี้ก่อนจะก้าวออกจากห้อง เป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง ดวงตาคู่นั้นผ่อนคลายลงแสดงถึงความห่วงใย

    ก่อนที่เทรนจะสังเกตเห็น แววตานั้นได้หายไปพร้อมกับชายหนุ่มแล้ว





    “คืนเดือนมืดงั้นเหรอ หมายความว่ายังไงกันนะ ?”

    เทรนกอดเข่าทวนคำพูดนี้อยู่ในหัวหลายต่อหลายครั้ง

    “นิทานที่เคยยินตอนเด็กคนจะกลายร่างเป็นหมาป่าในคืนเดือนเพ็ญนี่นา แต่คืนเดือนมืด...”

    เด็กสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ เหลือบมองข้ามกองไฟไปยังเอเซ

    “คิดไปก็เท่านั้นแหละ นอนดีกว่า”





    รุ่งเช้ามาเยือนอีกครั้ง เสียงนกร้องปลุกเด็กสาวให้งัวเงียตื่นอย่างเกียจคร้าน



    “ฮึบ เมื่อยจังแฮะ”

    เทรนบิดตัวไปมาแก้เมื่อย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาและสถานที่ใดก็ลุกพรวดขึ้นทันที ท้องฟ้าสว่างจ้า แสงแดดรำไรส่องลอดม่านใบไม้ลงมาเป็นเส้นแสงมากมาย

    “ให้เวลาห้านาที ด้านซ้ายมีลำธารเล็กๆอยู่” เสียงกระด้างเย็นชาดังมาจากข้างตัว...เอเซ

    เธอไม่คิดจะเถียงกับเขาตั้งแต่เช้า ก้มเก็บผ้าคลุมแล้ววิ่งฉิวไปหาลำธารทันที





    “นี่...ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่ตอบหรอกแต่ข้าก็อยากจะถาม” เทรนถามขณะที่เดินตามหลังเอเซ

    “เงินสองร้อยเหรียญทองนี่มันมากขนาดไหนกัน ?”

    “อีกสามวันจะถึงที่หมาย ถ้าเอาชีวิตรอดไปจนถึงวันนั้นเจ้าจะได้คำตอบเอง”

    “บอกตอนนี้กับบอกอีกสามวันข้างหน้าก็ไม่ต่างกันหรอกน่า”


    ลูกหนี้สาวไม่ละความพยายามแต่เจ้าหนี้หนุ่มปากหนักเหมือนเช่นเคย หนำซ้ำเขายังเร่งความเร็วในการเดินขึ้นจนคนตามหลังต้องเปลี่ยนจากเดินปกติเป็นกึ่งเดินกึ่งวิ่งทันที ยิ่งเดินความเร็วก็ยิ่งเพิ่ม เทรนวิ่งตามจนเหงื่อซึมหลังหายใจหอบเหนื่อยแต่ยังกัดฟันทนโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ

    แต่จู่ๆนักล่าค่าหัวหนุ่มก็หยุดกึก หยุดเหมือนไปต่อไม่ได้ทั้งๆที่เบื้องหน้ายังมีทางให้ไปต่อ เขาหันกลับมายืนจนแทบจะชิดกับเด็กสาวที่หอบตัวโยน โน้มตัวลงกระซิบเบาๆที่ข้างหู


    “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าส่งเสียงเด็ดขาด”


    เอเซจับเทรนอุ้มขึ้นพาดบ่าทันที เด็กสาวไม่ทันเตรียมใจเกือบร้องกรี๊ดออกมาแต่ยังมีสติรีบเอาสองมืออุดปากได้ทัน เอเซกระโจนพรวดขึ้นปีนขึ้นบนต้นไม้ไปอยู่บนกิ่งใหญ่เยื้องจากจุดที่พวกเขาอยู่แล้วปล่อยเด็กสาวลงนั่ง อาศัยพุ่มไม้ที่หนากำบังกายแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากตัวเองเป็นสัญญาณว่าให้อยู่นิ่งและเงียบ

    สีหน้าเครียดขรึม แววตาที่จริงจังทำให้เทรนหลับตาลงแม้จะกลัวความสูงจนขาสั่นก็ตาม





    ห้านาทีกับอีกเล็กน้อย เบื้องล่างมีคนปรากฏขึ้น สามชายกับหนึ่งหญิงจูงลูกม้าบรรทุกสัมภาระ


    ชายคนแรกไว้ผมยาวถึงกลางหลัง รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน

    คนที่สองรูปร่างสันทัดแคล่วคล่อง ไหล่กว้างต้นแขนใหญ่ ผมหยิกสั้น

    อีกหนึ่งคนร่างท้วมเตี้ย ผมสั้นเสมอกันทั้งหัว

    เด็กสาวเพียงหนึ่งรูปร่างพอๆกับเทรน อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน ปลายผมยาวเลยใบหูมาไม่มาก สร้อยคอลูกปัดหลากสีหลายเส้นห้อยคอยาวเกือบถึงเอว


    เอเซคำนวณอายุพวกเขาคร่าวๆ คนที่โตที่สุดน่าจะไม่เกินยี่สิบปี โครงหน้าบ่งบอกว่าเป็นพี่น้องกันทั้งหมด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายสีอ่อนกางเกงขายาวโพกหัวด้วยผ้าผืนใหญ่เหมือนพ่อค้าเร่ที่พบได้ตามตลาดทั่วไป


    “หายไปไหนได้ยังไง” ชายผมยาวพูดพลางถอนหายใจ

    “จู่ๆก็วิ่งกันแล้วข้าจะตามทันได้ยังไง แถมเจ้าม้านี่ก็ไม่ยอมวิ่งอีกแล้วด้วย” เด็กสาวในกลุ่มหอบหายใจจนตัวโยนหันไปเตะลูกม้าด้านหลัง

    “ข้าบอกแล้วว่าอย่าตามๆ” คนผมหยิกทิ้งตัวลงนั่งหมดแรง

    “พักกันก่อนแล้วค่อยหาทางออกจากป่านี่เถอะ” ชายร่างท้วมตบบ่าน้องสาวตัวเล็กแล้วดึงเอาสายจูงม้ามาไว้ในมือเอง




    ตุบ!

    เสียงวัตถุมวลหนักตกลงพื้นอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงดาบถูกกระชากออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายดาบแหลมคมแนบสนิทกับคอของเด็กสาว สร้อยลูกปัดร่วงขาดไปหนึ่งเส้น

    เอเซกระโดดลงไปกลางวงพวกเขาทั้งสี่พอดี

    ต่างคนต่างร้องด้วยความตกใจและกระโจนออกห่าง เจ้าอ้วนถอยพลาดจนล้มก้นจ้ำเบ้า เด็กสาวเข่าอ่อนทรุดลงด้วยความกลัว น้ำตาจับกลุ่มรวมกันที่หางตาอย่างรวดเร็ว


    “อย่า...อย่าทำอะไรน้องสาวข้าเลย ข้าผิดเองที่ตามท่านมา”
    พี่ใหญ่ถลาเข้ามาถึงตัวน้องสาวออก ปลายดาบหันเหไปที่กลางหน้าผากของเขาในทันที

    “อย่าทำร้ายท่านพี่นะ” น้องสาวจะเอาตัวเข้าบังแทนแต่ถูกพี่ชายผลักกลับไป

    “ตอบคำถามให้ดี พวกเจ้าตามข้ามาตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านทำไม ?” น้ำเสียงของเอเซดุดันแต่ไม่ตวาด

    “ขออภัย..ขออภัยด้วยเถิดท่านนักดาบ พวกข้ากลัวจะถูกดักปล้นกลางทางเลยแอบตามท่าน ถ้า...ถ้าหากทำให้ท่านไม่พอใจพวกข้าจะรีบไปทันที”

    อีกสองคนคลานเข้ามากอดรวมกันด้วยท่าทีหวาดกลัว ถึงแม้จะได้คำตอบแล้วแต่เอเซยังไม่ลดดาบลงแม้แต่นิด



    “เฮ้! จะทำอะไรน่ะเจ้าบ้า จะฆ่าพวกเขารึไงกัน”

    “พวกเขาเป็นพ่อค้าไม่ใช่เหรอ เฮ้! ได้ยินรึเปล่า แล้วอย่าลืมมาพาข้าลงไปด้วยละ”

    เสียงตะโกนดังมาจากข้างบนทำให้ทุกคนหันขึ้นไปมองยกเว้นเอเซ คิ้วของเขาขมวดชนกันบอกว่ากำลังหงุดหงิด






    ทั้งหกคนย้ายมาตั้งจุดพักตรงชายป่า สี่พี่น้องรวมกลุ่มนั่งริมโคนต้นไม้ใหญ่พูดคุยเรื่องการค้าการขายโดยมีเทรนเป็นผู้ร่วมฟัง เอเซนั่งพักผ่อนอยู่ริมโคนต้นไม้ใกล้ๆ

    “มีเมืองสวยๆแบบนั้นด้วยเหรอ” เทรนถามแทรกเมื่อได้ยินสี่พี่น้องพูดถึงความสวยงามของนครออกัสติน เมืองหลวงแห่งสหพันธรัฐออกัสตินัส

    “ใช่ สวยมากเลยละ มุ่งหน้าขึ้นเหนือเรื่อยๆอีกสามสี่วันก็ถึงแล้ว” เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ‘ลิเดีย’ น้องสาวคนเล็กสุดตอบ

    “ท่านมุ่งหน้าขึ้นเหนือเหมือนกัน จะไปที่ออกัสตินใช่ไหมครับ ?” พี่ชายคนที่สอง ‘ดาโอ’ หันไปถามเอเซ นักล่าค่าหัวหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ

    “อย่าลืมไปดูราชวังออกัสตินตอนค่ำนะ ปราสาทหินอ่อนสีขาวสะท้อนแสงไฟตอนกลางคืนสวยมากเลย” ‘เทรโช’ พี่ชายลำดับสามหันมาบอกกับเทรนโดยมีพี่ใหญ่ของน้องๆ ‘ลาเซีย’ พยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ



    บทสนทนาดำเนินไปด้วยความสนุกสนานเต็มเปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะสดใสกังวาน จวบจนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงใกล้แตะพื้นดินเป็นสัญญาณว่าค่ำคืนกำลังจะมาถึง



    “งั้นข้าไปเติมน้ำก่อนแล้วกันนะ”

    ลิเดียลุกขึ้น เดินไปที่ลูกม้า แต่เธอเปิดปากถุงพลาดทำให้กระบอกไม้หลายอันร่วงหล่นลงมา

    “ทำดีๆหน่อยสิ เดี๋ยวก็แตกหมดไม่ต้องมีน้ำดื่มกันพอดี” เสียงของพี่ชายลำดับสามดังเตือนมา

    “จ้าๆ ขอโทษจ้า”

    น้องสาวตอบพี่ชายอย่างทีเล่นทีจริง กระบอกไม้อันหนึ่งถูกเทรนหยิบขึ้นก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปถึง เด็กสาวผมสีน้ำเงินหันมายิ้มให้เพื่อนใหม่ตรงหน้า

    “เดี๋ยวข้าช่วยเอง”

    เด็กสาวสองคนเดินไปพลางคุยไปพลางด้วยความสนุกสนานจนกระทั่งเสียงนั้นเลือนหายไป






    “ได้เวลา...แล้วสินะ” เอเซพูดขึ้นเบาๆ ทั้งสามคนหันมองพร้อมกัน

    “ท่านเอเซว่าอะไรนะครับ ?” พี่รองถามอย่างยิ้มแย้ม


    เอเซตอบสวนทันควันทำให้ใบหน้านั้นหุบยิ้มลงทันที

    “ไม่ต้องเสแสร้งหรอก ถึงปากจะบอกว่าเป็นพ่อค้าเร่แต่ความสามารถในการสะกดรอยกลับไม่ธรรมดา แต่ละคนพกดาบสั้นใบโค้งเหน็บหลังคนละเล่ม”

    “ที่พวกเจ้าเล่นละครใต้ต้นไม้คิดว่าข้าดูไม่ออกรึไงกัน ?”

    “พูดเรื่องอะไรกัน พวกข้าเนี่ยนะ...”

    “ไม่ต้องมาเล่นตลกกับข้า” เสียงเฉียบขาดทำเอาคนพูดเปลี่ยนสีหน้า

    ทั้งสามลอบสบตากันก่อนจะเผยยิ้มมุมปากแสนเจ้าเล่ห์ออกมา


    “ลิเดีย ออกมาได้แล้ว”


    สิ้นเสียงเรียก เธอก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลัง เทรนถูกมัดปากด้วยผ้าสีดำ แขนสองข้างถูกมัดไพล่หลังด้วยสร้อยลูกปัด

    สามพี่น้องล้วงหยิบมีดด้านหลังออกมา คมดาบสะท้อนแสงส่องประกายบ่งบอกถึงความอันตราย

    เอเซลุกขึ้นช้าๆ ปัดใบไม้ที่ติดขากางเกงอยู่ออกด้วยความเย็นใจ “ต้องการอะไรกันแน่ ?”

    “ยังต้องถามอีกเหรอ เงินค่าหัวที่เจ้าได้มานั้นไง คงเยอะสิท่า” พี่รองดาโอถามด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

    พี่ใหญ่ลาเซียชิงจังหวะข่มขู่เอเซ “ถ้ายอมวางมันไว้แล้วจากไป พวกข้าจะปิดปากเงียบไม่ให้ชื่อเสียงของท่านเสื่อมเสีย มีนักล่าค่าหัวหลายคนยอมรักษาชีวิตไว้นะ”

    “คิดว่า...แค่สามคนจะเอาชนะข้าได้ ?”

    “ไม่เห็นตัวประกันนี่รึไง ? อยากให้นังเด็กนี่ตายก่อนสินะ” เจ้าอ้วนลำดับสามขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ ยกมีดจ่อกลางหน้าอกของเทรน

    “ที่ท่านเอาชนะกลุ่มของโดมินิคได้ก็เพราะโจมตีทีเผลอแถมยังใช้ระเบิดช่วยอีก วิธีการแบบนั้นต่อให้อีกฝ่ายมีเป็นร้อยก็ชนะได้”

    “แต่ถ้าจะสู้กับพวกเราตอนนี้ ยังไงสามคนก็ได้เปรียบทุกทาง”

    ในแววตาของเทรนสะท้อนสีหน้าของเอเซ เด็กสาวจำได้ไม่มีทางลืม สีหน้าที่ปรากฏในวินาทีที่เขาช่วยเธอครั้งแรกจากโจรเถื่อนที่ยึดครองหมู่บ้าน

    “ข้าคงไม่มีทางเลือกสินะ ?” เอเซดึงดาบคู่ใจออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกันช้าๆดังสะท้านไปทั่วบริเวณ

    เทรโชหัวเราะเสียงดังชี้ดาบในมือชี้หน้าเอเซ ขยับก้าวขึ้นหน้าอย่างลำพอง


    “ไอ้โง่! พื้นที่แคบๆแค่นี้ถ้าใช้ดาบยาวขนาดนั้นได้ฟันติดต้นไ.....”


    หัวกลมกระเด็นหลุดจากร่างก่อนจะพูดจบ ต้นไม้ขวามือเอเซล้มครืนลงเพราะถูกตัดขาดเป็นสองท่อนในระนาบความสูงเดียวกับคอที่ไร้หัว

    ร่างไร้ชีวิตล้มหงายหลัง เลือดแดงข้นคลั่กทะลักไหลเจิ่งนอง


    “แก!” เห็นน้องชายถูกฆ่าต่อหน้า พี่รองดาโอเดือดแค้นจนสิ้นสติพุ่งเข้าหาเอเซอย่างลืมตัว

    “เดี๋ยว!”
    วินาทีเดียวกับเสียงเตือนจากปากพี่ใหญ่ หัวของดาโอก็หลุดกระเด็นไปพร้อมกัน

    สังหารสองศพในพริบตาขายังไม่ขยับสักก้าวแม้แต่เท้ายังไม่เปื้อนเลือดศัตรู ลิเดียหน้าถอดสีเมื่อเห็นฝีมือของเอเซ

    แม้ว่าพี่น้องจะถูกฆ่า แต่สองคนที่เหลือยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้

    “อย่าทะนงเกินไปนัก ไม่เห็นรึว่าข้ามีตัวประกัน”

    ทันทีที่ลาเซียหันหน้ากลับจะไปคว้าไหล่เทรน มีดเล่มใหญ่จากมือเอเซพุ่งผ่านแนวสายตาของเขาไปปักทะลุกะโหลกของน้องสาวคนสุดท้องตายคาที่ไปอีกหนึ่งศพ

    พริบตาที่สายตาถูกดึงดูดไปตามร่างไร้ชีวิตของลิเดีย หัวของลาเซียก็ขาดกระเด็นจากร่างหมดโอกาสอ้าปากร้องขอชีวิต

    ร่างสูงโปร่งล้มลงต่อหน้าเทรน เลือดแดงฉานสาดเปรอะไปทั้งหน้าทั้งกาย กลิ่นคาวรุนแรงโชยแตะจมูก

    เด็กสาวสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัวด้วยแววตาเย็นชาของเอเซ

    เขาถอยกลับเดินไปที่ม้าปลดสัมภาระออก แก้เชือกที่คอให้มันมีอิสระแล้วปล่อยมันวิ่งหายไปในป่าแล้วควานหาบางอย่างในถุงกระสอบหยิบเอาเสื้อผ้าที่ลิเดียไม่มีโอกาสได้ใช้แล้วออกมา

    “ไปล้างเนื้อล้างตัวเปลี่ยนชุด กลิ่นเลือดจะชักนำสัตว์ป่าให้มาหา ถ้ายังไม่อยากเป็นอาหารให้หมาจรหรือหมีป่าก็ทำตามที่ข้าบอก”

    “นี่มัน...เรื่องอะไรกันแน่” เด็กสาวครางเสียงแผ่วเบาออกจากลำคอ แววตาเลื่อนลอยหวาดหวั่น

    “คนที่ซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้มมีอยู่เต็มไปหมดพอๆกับใบไม้ในป่านี้นี่แหละ ถ้าไม่อยากอายุสั้นก็อย่าเชื่อใจใครแม้สักคนเดียว”

    น้ำตาใสๆรินไหลรดแก้มผสมกับเลือดหยดร่วงที่ปลายคาง

    “แม้แต่เจ้างั้นหรือ....เอเซ”

    ชายหนุ่มชะงักเท้าชั่วครู่ ไม่เหลียวหลังหันกลับมาที่เธอ






    “ใช่ แม้แต่ตัวข้าเอง”
  6. joi100 นักเดินทางแห่งมิดการ์ด

    EXP: 480 ถูกใจที่ได้รับ: 24 คะแนน Trophy: 38
    ในด้านการดำเนินเรื่องตอนนี้ถือว่าสั้นมาก แต่ตอนสั้นๆนี่แหละที่ทำให้นิยายซักเรื่องมันน่าสนุกที่จะติดตาม สำหรับเด็กสาวที่ไม่รู้จักโลกภายนอก กลับต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่องแทบไม่เหลือเวลาให้หายใจหรือตั้งตัว บทนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทที่อ่านแล้วน่าติดตามมากเลยทีเดียว
  7. basseafood ตั้งได้แค่ 50 ตัวเอง??? น้อยจริง!!!

    EXP: 706 ถูกใจที่ได้รับ: 34 คะแนน Trophy: 98
    สงสารเทรน โคลฟเวอร์ลีฟจัง...
  8. taleoftrue Well-Known Member

    EXP: 894 ถูกใจที่ได้รับ: 52 คะแนน Trophy: 113
    บทกระสอบทรายเหลือเกินเชียวเทรนเอ๋ย >_<"
  9. swanton Dragon on Board

    EXP: 1,436 ถูกใจที่ได้รับ: 69 คะแนน Trophy: 113
    เอาชื่อออริมาแทนดีไหม สงสารเจ้าของชื่อ "เทรน" บทบัดซบมาก ทั้งโดนเตะ โดนต่อย รุมโทรม ข่มขืน
    เนียร์ดูเป็นคนดีขึ้นมาทันทีเลยพอเทียบกับเอเซ เอเซนี่ก็น้อยๆหน่อยเถอะ งกจริงอะไรจริง เป็นพระเอกประเภท anti-hero รึไง
    บทนี้ไม่ได้มีอะไรมาก แต่ก็ชอบคำคมเด็ดๆที่แฝงมาเสมอ เช่น

    ถ้าฟิคนี้ได้ตีพิมพ์ ผมว่าพวกคำคมๆนี่แหละที่จะเป็นเอกลักษณ์ดึงดูดคนอ่านได้ดี
    สรุปว่าตอนนี้โชว์ความโหดของเอเซสินะ สินะ ผู้หญิงก็ไม่เว้น!!! ตัดหัวขาดกระเด็น โหดจริงวุ้ย!!!!
    จริงๆมันบกพร่องนิดนึง ผมว่าเทรนน่าจะกรีดร้องและติติงที่เอเซฆ่าผู้หญิงหน้าตาเฉยมากกว่าละล่ำละลักเรื่องความไว้ใจ ไม่ได้ตำหนิหรอก เรื่องนี้ต้องมองจากมุมมองผญ.ถึงจะรู้ว่าที่จริงเรื่องไหนสำคัญ แต่ถือว่าชี้จุดให้ทราบละกันครับ

    แก้คำผิดนะครับ

    ทำไมเจ้าถึงเดินมากับเอเซละ ? >> ทำไมเจ้าเดินทางมากับเอเซล่ะ?
  10. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    อูอาาาา ขอบใจมากมาย ตอนแรกก็กลัวว่ามันจะเป็นตอนที่ดำเนินเรื่องเร็วเกินไปน่ะนะ แต่ตอนสั้นๆเขียนสั้นๆแบบนี้มันเขียนง่ายน่ะ -3-


    งั้นคงต้องตามสงสารไปทุกตอนแหละนะ บาสซี่ยองเซ่~



    ยัง...มีอีกเยอะครับ หุ หุ หุ


    น้อมรับคำผิด มันผิดจริงๆอะ

    เอาชื่อ ori มาใช้ไม่ทันแล้วละ...คงต้องเป็น เทรน โคลฟเวอร์ลีฟไปจนจบเรื่องนั่นแหละ -3-

    เอเซไม่ได้ anti-hero นะ แค่ขวางโลกเท่านั้นเอ๊งงงงงงง
  11. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    บทที่ 1 นักล่าค่าหัว
    ตอนที่ 5 สองร้อยเหรียญทอง



    ท้องฟ้าเป็นสีส้มหม่นเมื่อใกล้สนทยา บรรยากาศเงียบเชียบวังเวง ชาวทุ่งชาวไร่ทยอยขึ้นจากผืนดินสีทองอร่ามรวงข้าวสาลีที่สุกหอมส่งกลิ่นโชยไปตามสายลมเฉื่อย ทุกคนมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเรือนเพื่อพักผ่อนหลังจากตรากตรำทำงานทั้งวัน

    บนถนนหินกรวดกว้าง เอเซและเทรนเดินปะปนกับคนอีกนับสิบนับร้อยมุ่งหน้าสู่กำแพงเมืองสีขาวสูงใหญ่ – นครออกัสติน เมืองหลวงแห่งสหพันธรัฐออกัสตินัส

    ยอดหอคอยของปราสาทหินอ่อนสีขาวโดดเด่นเห็นแต่ไกล ยิ่งเข้าใกล้เขตเมืองผู้คนยิ่งหนาตา เสียงพูดคุยดังเป็นระยะสลับกับเสียงร้องจากฝีเท้าม้าที่ทหารในชุดเกราะเหล็กควบทะยานกลับเข้าเมือง


    “เนี่ยเหรอเมืองออกัสติน”


    เทรนหันรีหันขวางมองอาคารสองสามชั้นปลูกสร้างติดกันขนาบถนนหินอ่อนสีขาวไปตลอด ส่วนใหญ่เป็นที่พักและร้านอาหาร ตะเกียงไฟส่องสว่างเรียงราย เสียงจอแจดังลั่นฟังไม่รู้เรื่องว่าใครกำลังคุยกับใครในเรื่องใด

    เป็นเสียงดนตรียามเย็นแต่งแต้มชีวิตชีวาให้เมืองสีขาวก่อนที่จะหลับใหลสู่ห้วงนิทราที่เงียบสงบ



    เอเซพาเทรนออกจากถนนที่พลุกพล่าน เลี้ยวขวาที่ตรอกเล็กๆมุ่งหน้าเข้าสู่ซอกซอยด้านหลัง เดินตรงผ่านสามทางแยก เลี้ยวขวาอีกครั้ง

    ทั้งสองมาถึงอาคารสองชั้นกว้างประมาณหกเมตร ข้างซ้ายเป็นคอกม้า ด้านหลังเป็นอาคารสามชั้นขวางยาวเท่ากับคอกม้ารวมกับอาคารหลัก มีกำแพงเมืองสีขาวเป็นฉากหลัง

    เสียงครื้นเครงบ่งบอกว่านี่คือหนึ่งในร้านอาหารและที่พักนักเดินทางที่มีอยู่มากมายภายในเมืองแห่งนี้

    ป้ายชื่อร้านเป็นแผ่นไม้แกะสลัก เขียนด้วยสีเทาทึบว่า ‘กรงพยัคฆ์’



    ชายหนุ่มผลักบานประตูไม้เปิดกว้าง เสียงประตูเสียดสีพื้นไม้ทำให้ทั้งร้านหันมองมาที่เขาพร้อมกัน เสียงพุดคุยหยุดลงกะทันหัน

    ใครคนหนึ่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหวาดๆ “เอเซ...”

    ทุกคนกลับกลายเป็นนั่งนิ่งกินดื่มเงียบๆในทันที ราวกับเขาเป็นมัจจุราชที่พร้อมคร่าวิญญาณของใครที่ส่งเสียงขึ้นมาสักแอะหนึ่ง

    สภาวะสุญญากาศของร้านทำให้เจ้าของร้านละความสนใจจากหนังสือพิมพ์ขึ้นมอง


    “อ้าวๆ ลูกค้าเจ้าประจำนี่เอง”

    เอเซหยุดยืนอยู่หน้าเขา ลูกค้าเดิมสี่คนที่เคยนั่งอยู่ลุกหนีไปนั่งเก้าอี้ที่อื่นทันที

    “ให้ตายสิ มาทีไรข้าเสียลูกค้าทุกทีเลย” มาสเตอร์เจถอนหายใจยาวๆแต่น้ำเสียงบอกถึงความดีใจ



    ชายวัยกลางคนกับผมยาวสีเงินที่ถูกมัดรวบอย่างง่ายๆ แขนเสื้อถูกพับขึ้นไปถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยแผลจากอาวุธมากมายตลอดทั้งสองแขน บนใบหน้าของเขามีแผลเป็นพาดผ่านดวงตาขวาตั้งแต่คิ้วถึงปลายคางบ่งบอกถึงความโลดโผนของชีวิตในวัยหนุ่มที่ผ่านมา แว่นตาดำปิดบังแววตาไว้เบื้องหลัง



    “สาวน้อยหน้าตาน่ารักนี่ใครกันละ หือ ?” มาสเตอร์ถามเมื่อเห็นเด็กสาวท่าทางตื่นๆด้านหลังเอเซ

    “เก็บได้ระหว่างทางน่ะ ขอเหมือนเดิมสองจานนะ”


    มาสเตอร์เจเดินไปหลังครัวตะโกนสั่งรายการอาหาร ระหว่างที่เดินกลับมาก็แวะหยิบไวน์องุ่นติดมือมาหนึ่งขวด

    จุกก๊อกถูกเปิด กลิ่นหอมจางๆโชยออกมา ของเหลวสีม่วงเข้มถูกเทลงเต็มแก้วสองใบแล้วถูกผลักให้วิ่งฉิวตามพื้นไม้จนหยุดอยู่ตรงหน้าเอเซอย่างแม่นยำ


    “จะยืนอีกนานไหม นั่งสิ”

    ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นดื่มแล้วหันไปบอกเทรน เธอปีนขึ้นนั่งเก้าอี้สูงหน้าบาร์ เอเซเลื่อนอีกแก้วให้ เทรนยกขึ้นดมกลิ่นแล้วเบือนหน้าหนีทันที

    มาสเตอร์ยกแก้วของเทรนออก หยิบแก้วเปล่าใบใหม่วางไว้แล้วเทน้ำเปล่าลงไปแทน “มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว โทษทีนะ”



    “เอ้า! ทุกคนเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ” เจ้าของร้านตะโกนเสียงดังให้ได้ยินกันทุกคน แต่ทั้งร้านก็ยังเงียบต่อไปอีกสิบนาทีเต็มๆ


    จนกระทั่งสามสาวฝาแฝดเดินออกจากครัวมาพร้อมกับถาดไม้ใส่จานอาหารร้อนๆหอมกรุ่น ทั้งร้านจึงกลับมามีชีวิตชีวาราวกับดอกไม้แห้งเหี่ยวได้สัมผัสละอองฝน เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งแต่ไม่เท่ากับก่อนที่เอเซจะเข้ามา

    ทั้งสามเป็นเด็กกำพร้าที่มาสเตอร์นำมาอุปการะและให้ทำงานอยู่ที่ร้านของเขา เด็กสาววัยสิบแปดที่มีดวงตาและเรือนผมสีส้มสดใส หน้าตาราวกับเป็นคนๆเดียวกันสามคน หากไม่ใช่ทรงผมที่ต่างกันคงไม่มีทางแยกแยะออกว่าใครคือใคร



    ซันนี่ ผมมัดผมทรงหางม้าสูงด้วยริบบิ้นสีม่วงอ่อน

    มูนนี่ รวบปลายผมที่ยาวถึงกลางหลังไว้ด้วยเชือกเส้นเล็กสีแดง

    สตารี่ จัดแจงมัดผมเป็นเปียสี่เส้นพริ้วไหวส่ายสะบัดทุกครั้งที่เธอขยับกลับตัว



    สามสาวผลัดกันนำอาหารมาให้ลูกค้า เติมไวน์เติมน้ำ ยกจานและแก้วเปล่าไปไว้ในครัว เก็บเงินค่าอาหารรวมถึงแจกรอยยิ้มอ่อนหวานเป็นบริการสุดท้ายที่แสนประทับใจ


    “ถ้าไม่ได้สามคนช่วยไว้วันนี้ข้าขาดทุนแหงๆ” มาสเตอร์เจพูดพลางรินไวน์เติมลงแก้วเอเซ

    “ถ้าท่านขาดทุนคงไม่มีร้านไหนในเมืองได้กำไรอีกแล้วละ” เอเซตอบโต้ไปทำให้ผู้ชายตรงหน้าหัวเราะออกมาเสียงดัง

    “ที่วันนี้มาเพราะว่ามีงานสำคัญสินะ”

    “อื้อ นัดเอเลซซ่ากับซีวิลไว้น่ะ” นักล่าค่าหัวตอบไป

    “เอเลซซ่า...ก็อยู่ข้างๆเจ้านี่ไง” มาสเตอร์เจยกขวดไวน์ชี้ไปทางซ้ายของเอเซ เขาหันตามทิศทางนั้นไปก็เจอคนที่พูดถึงโผล่มานั่งอยู่เงียบๆตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้


    ผู้หญิงรูปร่างเล็ก ผมสั้นสีน้ำเงินน้ำทะเลสั้นระต้นคอ ดวงตาสีฟ้าสว่าง สีหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกใดๆ เสื้อแขนสั้นฟ้าอ่อนกับกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้มเข้ากับรูปร่าง เข็มขัดสีดำคาดเอวทับชายเสื้อที่เหลืออยู่เล็กน้อย เกราะไหล่และมีดสั้นเหน็บอยู่ข้างเอว

    นักคุ้มกันชื่อดังที่สมาคมพ่อค้าไว้วางใจเป็นอันดับต้นๆ – เอเลซซ่า บลู


    “ยังชอบมาแบบเงียบๆเหมือนเดิมเลยนะ” เอเซทักทายเธอ หญิงสาวหันคอทางขวาเล็กน้อยมองเขาโดยไม่เปลี่ยนท่วงท่า พยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันหน้ากลับที่เดิม

    “กินอะไรมาหรือยัง”

    “เรียบร้อยแล้ว”

    “งั้นรึ”

    เธอไม่ตอบสนองคำตอบของเขา บิดคอหันหน้ามาทางขวาจนสุดมองเด็กสาวที่มีเส้นผมโทนสีเดียวกับเธอ จ้องเหมือนจะมองทะลุเข้าไปในดวงตาจนเทรนรู้สึกอึดอัดและหลบสายตาไปเอง



    ประตูหน้าร้านเปิดอีกครั้งพร้อมกับเสียงร้อง ‘โย่’ ดังเข้ามาพร้อมกับผู้ชายร่างสูงโปร่ง ดวงตาสีดำซุกซ่อนความขี้เล่นและเจ้าเล่ห์ไว้ด้วยกัน ผมสีดำสั้นเปิดข้างหู สวมผ้าคลุมสีทึบเก่าๆ

    กว่าจะใช้เวลาจากหน้าประตูมาถึงบาร์ด้านในก็ใช้เวลาร่วมสิบนาทีเพราะมัวแต่ทักทายทุกโต๊ะ ไม่ว่าเขาไปถึงโต๊ะไหนต้องมีเสียงหัวเราะดังลั่นที่โต๊ะนั้น

    ชายหนุ่มคนนั้นนั่งลงแทรกกลางระหว่างเอเซและเอเลซซ่า “มาสเตอร์ ขอเหมือนเดิมเก็บเงินที่เอเซ”


    “ทำไมข้าต้องเลี้ยงเจ้าด้วยวะ ซีวิล”

    “ได้เงินรางวัลของโดมินิคมาไม่ใช่รึไง แค่เลี้ยงข้าวจานสองจานไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกน่า” ซีวิลตอบกลับแล้วเอื้อมมือหยิบแก้วของเอเซมากระดกไวน์หมดจนหยดสุดท้าย


    ซีวิล ไฮด์ โฟร์ท นักสู้รับจ้าง นักล่าค่าหัว นักสู้อิสระและอีกสารพัดคำเรียกแล้วแต่งานที่เขาทำ


    “ให้เลี้ยงเจ้า ข้าเอาเงินไปทิ้งแม่น้ำเรมส์ยังจะดีกว่า” เอเซรับแก้วใบใหม่ที่มาสเตอร์รินไวน์มาดื่ม

    “มาถึงก็ทะเลาะกันซะแล้ว แบบนี้จะทำงานด้วยกันได้แน่นะครั้งนี้งานใหญ่ด้วยสิ” เจ้าของร้านรินเติมไวน์ให้ซีวิลและยกแก้วใส่น้ำเปล่ามาให้เอเลซซ่า

    “ตอนนี้เรื่องงานพักไว้ก่อน เรื่องกินสำคัญกว่านะมาสเตอร์” ซีวิลตอบกลับ ดื่มไวน์แก้วที่สองหมดในทันที


    ซันนี่ยกเอาเนื้อผัดเนยสองจานกับข้าวหน้าเนื้อราดแกงกะหรี่มาให้ ซีวิลยิ้มรับแล้วแอบจับมือเธอ เอเซรับจานทั้งสองมาแล้วยกให้เทรนจานหนึ่ง


    “อ้อ ข้ามีเรื่องจะไหว้วานท่านหน่อยน่ะ” เอเซหันไปคุยกับมาสเตอร์

    “ให้ยัยเด็กนี่ทำงานที่ร้านช่วงที่ข้าไม่อยู่ ค่าแรงหักจากค่าห้องพักก็แล้วกัน”

    เทรนสำลักเนื้อผัดเนยทันที

    “ข้าไม่ว่างพาเจ้าไปเดินเล่นกลางสนามรบหรอกนะ” เอเซบอกไม่มองหน้าเธอ “แต่ถ้าอยากตายมากขนาดนั้นข้าก็จะพาไป”

    “อีกอย่าง...เจ้ายังติดหนี้ข้าอยู่ หรือว่าลืมไปแล้ว ?” เทรนชะงักเพราะคำพูดแทงใจของเขา แถมยังโดนสั่งซ้ำว่า “กินให้อิ่มก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่ให้กิน”

    เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กสาวจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตากินเท่านั้น






    ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆมีเพียงเทียนไขเล่มโตให้แสงสว่างอยู่ตรงกลาง เอเซ เอเลซซ่า และซีวิลนั่งล้อมรอบแสงสว่างเดียวที่มี

    หญิงสาวผมสีฟ้าหยิบยื่นแผ่นกระดาษบรรจุเงื่อนไขและรายละเอียดของภารกิจแจกจ่ายให้ทุกคน


    ‘ผู้ว่าจ้าง – สมาคมพ่อค้า’
    ‘จุดนัดพบ – ประตูทิศใต้ นครออกัสติน’
    ‘วัน เวลา – วันที่แปด เดือนสอง สี่นาฬิกา’
    ‘เงื่อนไข – คุ้มกันขบวนสินค้าจากออกัสตินไปบาสเตียน ทั้งไปและกลับ’
    ‘ค่าจ้าง – 30,000 เพนนี’


    ชายหนุ่มทั้งสองอ่านข้อความจนขึ้นใจ เผากระดาษในมือด้วยเปลวไฟสีส้มของเทียนไข กระดาษแผ่นน้อยติดไฟกลายเป็นเถ้าในเวลาสั้นๆ


    “งานเดิมๆ แต่คราวนี้ให้ค่าเหนื่อยมากผิดปกตินะเนี่ย” ซีวิลพูดขึ้นเป็นคนแรก

    “ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง” เอเลซซ่าเป็นผู้ตอบข้อสงสัย “ข่าวแจ้งว่ากลุ่มโจร ‘เสือแดง’ และ ‘พิราบดำ’ รวมตัวกันเพื่อปล้นชิงสินค้าที่มีความพิเศษ”

    “พิเศษยังไงกัน ?” ชายหนุ่มร่างสูงถามต่อแต่ท่าทีของเขาแสดงออกว่าไม่ได้อยากรู้จริงจังเท่าไรนัก

    “ไม่อาจเปิดเผยได้” คำตอบจากปากของผู้เสนองานเป็นสิ่งที่เอเซคาดไว้แล้ว

    “มีใครรับงานนี้อีก” เอเซสนใจเบนประเด็นไปที่ผู้ร่วมงานครั้งนี้ซึ่งหมายถึงโอกาสสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ทั้งสองกรณี

    “จากสมาคมนักล่าค่าหัวจำนวนสิบคน สมาคมทหารรับจ้างแห่งบาสเตียนสิบเจ็ดคน รวมถึงกลุ่มของนักล่าค่าหัวอิสระอีกสิบแปดคน”

    “ข้ารับหน้าที่คุ้มกันด้านหน้า ซีวิลรับหน้าที่สนับสนุน ส่วนเจ้าคุ้มกันท้ายขบวน”

    “คาดว่าศัตรูมีจำนวนเกินร้อย มากสุดถึงสามร้อยคน” หญิงสาวแจกแจงหน้าที่ความรับผิดชอบให้ทั้งสองฟัง สีหน้านิ่งสนิทราวกับเรื่องที่พูดไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นตายแม้แต่น้อย

    “ตกลงหรือปฏิเสธ ?” หญิงสาวหันคอสบตากับเอเซเพื่อขอคำตอบ

    “ตกลง”

    “รับทราบ” เธอยืนยันคำตอบ หันไปทางซีวิล

    “ไปไหนไปกันไม่ต้องถามบ่อยหรอก”

    เอเลซซ่าพยักหน้า “พบกันที่จุดนัดหมาย”



    เธอจากไปพร้อมเสียงปิดประตูเพียงแผ่วเบา






    เสียงโลหะกระทบกันและแสงตะเกียงสว่างปลุกเด็กสาวจากนิทราในยามดึก เธองัวเงียลุกขึ้นนั่งมองหาแหล่งที่มาของเสียงแล้วผงะตกใจสุดขีด

    เอเซเปลือยกายท่อนบนยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอนัก

    เทรนถอยกรูดจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว


    “จะทำอะไรน่ะ ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ แต่ไร้คำตอบจากผู้ชายตรงหน้า


    เขาหยิบเสื้อหนังขึ้นใส่ตามด้วยเสื้อเกราะเหล็กถัก รัดเชือกตามข้อต่อให้แน่นสนิทเท่าที่จะทำได้ สวมเสื้อหนังสีน้ำตาลทับ ขยับเกราะมือให้เข้าที่เข้าทาง มีดสามเล่มอยู่ในซองหนังเรียบร้อย

    ดาบคู่ใจรั้งกับเข็มขัดอยู่ข้างกาย ก่อนที่ทั้งร่างถูกปิดทับด้วยผ้าคลุมสีเข้ม



    “อย่าก่อเรื่องระหว่างที่ข้าไม่อยู่”

    ชายหนุ่มในสภาพพร้อมต่อสู้บอกกับเด็กสาว ออกจากห้องไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบและแสงไฟตะเกียงส่ายไหววูบวาบ






    ใกล้เวลาฟ้าสาง สามพี่น้องฝาแฝดเข้ามาปลุกเทรนไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมทำงาน

    เด็กสาวสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน ผ้ากันเปื้อนสีขาวคล้องคอผูกเอว เส้นผมสีน้ำเงินเข้มถูกหวีจนเรียบแล้วมัดปลายด้วยเชือกสีขาว รองเท้าสีดำส้นหนากับถุงน่องสีครีมเนื้อหนาทำให้ขาดูเรียวยาวกว่าปกติ

    เธอสลัดคราบมอมแมมจากป่าเป็นสาวน้อยวัยสิบหกที่สามารถทำให้หนุ่มๆหลายคนเผลอมองด้วยความตะลึง


    เมื่อถึงเวลาเปิดร้าน เทรนได้รับมอบหมายให้ช่วยยกอาหารออกจากครัวมาวางพักบนโต๊ะก่อนที่สามสาวจะยกไปบริการลูกค้า บรรยากาศในร้านคึกคักเป็นพิเศษ ลูกค้าทยอยเข้ามานั่งตั้งแต่เปิดประตู ส่วนใหญ่เป็นนักล่าค่าหัวและนักเดินทางที่แวะมาเติมพลังก่อนออกเสาะแสวงหาสีสันและความท้าทายให้กับชีวิต

    สามพี่น้องวิ่งวุ่นไม่ได้หยุดพัก เม็ดเหงื่อผุดพรายแต่รอยยิ้มไม่เคยจางหายไปจากใบหน้า เสียงสดใสไม่เคยแผ่วเบา


    “เทรน ยกจานนั้นตามมาเลยแล้วอีกสองจานตรงนั้นเดี๋ยวเอาไปส่งโต๊ะทางโน้นด้วยนะ”

    ซันนี่บอกกับเธอตอนที่เดินกลับรับถาดใส่ข้าวผัดซอสพริกและซุปหางวัว

    “เห ให้ข้ายกเหรอ ?”

    “จ๊ะ ยกตามมาเลย”



    สาวรุ่นพี่ยกถาดไม้ใบใหญ่เดินตัวปลิวลัดเลี้ยวจากโต๊ะโน้นไปโต๊ะนี้ด้วยความชำนาญทำเอาเด็กหัดใหม่ยืนทึ่ง สตารี่กวักมือเรียกเทรนจากโต๊ะแรกสุดหน้าประตูร้านบอกให้รีบตามมาได้แล้ว

    เทรนยกถาดไม้ขึ้นด้วยความลำบากเพราะน้ำหนักที่มากเกินกว่าแขนบอบบางจะรับไหว แต่เมื่อเห็นซันนี่ยืนรอด้วยความเชื่อมั่นเธอจึงกัดฟันยกอาหารไปถึงโต๊ะจนได้



    “ดีมากจ๊ะ คราวนี้เอาจานเปล่าพวกนี้ไปเก็บในครัวแล้วก็ยกจานเป็ดย่างกับขนมปังอบมาส่งโต๊ะข้างๆนี่ด้วยนะ”

    “ค่ะ” เทรนรับคำด้วยรอยยิ้ม วิ่งปรี่กลับไปอย่างรวดเร็ว

    “เด็กใหม่รึซันนี่” นักเดินทางคนหนึ่งถามเมื่อได้จังหวะ

    “ค่ะ มาพร้อมกับท่านเอเซเมื่อคืนนี้เอง”


    คนถามสะดุ้งเฮือก คนใกล้ๆที่ได้ยินก็สะดุ้งเฮือกเช่นกัน


    “อ่า...ท่านเอเซไม่อยู่ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” มูนนี่เดินเข้ามาเติมน้ำในเหยือกแล้วบอกกับทุกคน

    “เป็นไปได้ยังไงกัน คนไม่สนใจผู้หญิงอย่างเอเซกลับพาเด็กสาวน่ารักขนาดนี้กลับมาได้”

    “หรือว่า...เป็นญาติกัน ?” คนหนึ่งในโต๊ะตั้งสมมติฐานขึ้นมา

    “โง่หรือว่าบ้ากันเจ้าน่ะ เห็นอยู่ชัดๆว่าหน้าตาไม่ได้เหมือนกันเลย”



    เสียงถกเถียงดังขึ้นๆ เกิดการจับกลุ่มพูดคุยอย่างออกรสชาติ บ้างก็เชื่อว่าเทรนเป็นญาติห่างๆของเขา บางคนก็ว่าเอเซเกิดชอบใจเด็กคนนี้เลยพามาด้วย สมมติฐานมากมายพรั่งพรูออกมามากมายถึงขนาดเป็นหัวข้อพนันตั้งอัตราต่อรองวางเงินเดิมพันอย่างจริงจัง

    มาสเตอร์เจได้แต่หัวเราะกับตัวเองอยู่หลังบาร์พลางดื่มกาแฟหอมกรุ่น





    เมื่อเด็กสาวที่เป็นต้นตอของคำถามยกถาดมาถึง ทุกคนในวงพนันจึงหันไปมองพร้อมกัน

    เทรนได้แต่ยิ้มด้วยความสงสัยว่ามีอะไรติดอยู่บนหน้าเธอ


    “นี่ ข้าขอถามอะไรหน่อยสิ” นักสู้ร่างสูงใหญ่บึกบึนที่ผันตัวเป็นเจ้ามือเดิมพันเดินไปหาเธอ ยกเก้าอี้ให้นั่ง ผู้คนตีวงล้อมเข้ามาเพื่อให้ได้ยินเธอพูดชัดๆ

    “อะ..อะไรเหรอคะ ?” เด็กใหม่รู้สึกกดดันเล็กน้อยเมื่อสายตาของทุกคนจับจ้องมา

    “ทำไมเจ้าถึงเดินทางมากับเจ้าเอเซละ?”

    เด็กสาวยิ้มเจื่อนๆ “คำถามเดียวกันเลยแฮะ”



    “ก็...”
    “ข้าได้เจ้าบ้านั่นช่วยชีวิตไว้ก็เลยติดหนี้อยู่สองร้อยเหรียญทองน่ะค่ะ” เธอตอบความจริงไปด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กสาว

    ทั้งร้านคงเงียบกริบเหมือนบ้านร้างถ้าไม่มีใครบางคนมือไม้อ่อนทำแก้วเปล่าตกพื้น

    เจ้ามือร่างใหญ่ถอยกลับไปที่โต๊ะ หยิบเงินกองกลางมาหนึ่งกำมือ กลับมาที่เด็กสาวส่งเหรียญสีเทาให้หนึ่งเหรียญ เทรนพลิกดูเหรียญนั้นกลับไปกลับมา ด้านหนึ่งมีเส้นตรงขีดขวางเป็นรูปดาวห้าแฉก อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ I



    “นั่นคือเงิน ‘หนึ่งเพนนี’” ชายร่างใหญ่บอกเธอ “หนึ่งเพนนีซื้อได้แค่กล้วยใบหนึ่ง”

    “ถ้ามีห้าเหรียญ...ห้าเพนนี ก็ได้ขนมปังอบหนึ่งจาน”

    “ถ้าอยากกินหรู เนื้อหมูราดซอสมะเขือเทศสักจานแบบบนโต๊ะนั่นคงต้องมีสักสี่สิบเพนนี ก็คือเหรียญแบบนี้สี่เหรียญ” อีกหนึ่งเหรียญถูกส่งมา สัญลักษณ์อีกด้านกลายเป็น X

    “ไอ้เจ้านี่สิบเหรียญรวมกันได้เหรียญที่มีสัญลักษณ์ C แบบนี้คือหนึ่งร้อยเพนนี”

    “มีสักร้อยเพนนีก็อิ่มท้องไปสามวันห้าวันแล้วละ” นักเดินทางในเสื้อม่วงสวมหมวกปีกกว้างบอกมาจากด้านหลัง เทรนพยักหน้าว่าเข้าใจ


    “ขั้นต่อไปนะ ถ้าเจ้าร่ำรวยมีเงินถึงหมื่นเพนนีมันจะกลายเป็นไอ้นี่”

    นักสู้ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธล้วงเหรียญอีกประเภทหนึ่งให้เด็กสาว มันหนากว่า ทำอย่างประณีตกว่า สีเงินเงาวับสวยงาม ด้านหนึ่งเป็นช่อมะกอกชูไปตามขอบเหรียญ อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ I ที่เธอเคยเห็น



    “นั่นคือ ‘เหรียญเงิน’ แค่มีไอ้นี่เหรียญเดียวก็ไม่อดตายหลายเดือนแล้ว”

    “สำหรับพวกข้ากว่าจะได้เงินขนาดนี้ก็เลือดตากระเด็น สู้กับพวกโจรไม่รู้ตั้งเท่าไร”


    หลายคนเริ่มอึดอัด ไม่อยากให้เด็กสาวไร้เดียงสาได้ฟังความจริงที่โหดร้าย


    “เหรียญเงินร้อยเหรียญ...มีค่าเท่ากับ ‘หนึ่งเหรียญทอง’ หรือก็คือหนึ่งล้านเพนนีนั่นละ”





    หลายคนกลืนน้ำลายลงคอ เงินมากขนาดนี้เป็นได้แค่ความฝันของชีวิต ไม่รู้ต้องลำบากเท่าไรกว่าจะได้มา หลายต่อหลายคนทิ้งบางส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นแขนหรือขาในการต่อสู้แต่ก็ยังไม่เคยได้สัมผัสถึง ‘เหรียญทอง’ ที่สูงค่า

    หลายต่อหลายคนต้องทิ้งกระทั่งชีวิตของตนเอง



    เด็กสาวนิ่งงันเป็นก้อนหิน รู้สึกเป็นก้อนหินไร้ค่าบนโลกกว้างใหญ่

    “ข้า...ข้าจะไปหาเงินมากขนาดนั้นได้จากไหนกัน”




    เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากบาง เป็นเหมือนคำภาวนามากกว่าคำถามที่ต้องการให้ใครสักคนตอบ

    เพราะไม่มีใครในที่นี้ตอบเธอได้แม้แต่คนเดียว
  12. taleoftrue Well-Known Member

    EXP: 894 ถูกใจที่ได้รับ: 52 คะแนน Trophy: 113
    กว่าจะรู้ตัวนะเทรนเอ๋ย ว่าแต่ตกลงชาร์จค่าแรงเกินเหตุจริงๆสินะเอเซเนี่ย
  13. swanton Dragon on Board

    EXP: 1,436 ถูกใจที่ได้รับ: 69 คะแนน Trophy: 113
    ชอบซันนี่ มูนนี่ สตาร์รี่ ตั้งมาได้ไง น่ารักมากๆ

    เนื้อเรื่องมีขยับนิดหน่อยแล้ว พี่ซีวิลยังได้เป็นนักล่าค่าหัวรับจ้าง พี่เจกลับไปเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมซะงั้น ทำไมทำแบบนี้กับ Admin ล่ะครับ เดี๋ยวฟ้องซะหรอก (ฮา)
    ระดับพี่เจมันต้องราชาเซ่!!

    ช่วงที่ชอบมากๆ คือช่วงบรรยากาศตึงเครียดตอนทุกคนได้ยินคำว่าสองร้อยเหรียญทองจากปากเทรน บรรยายได้ดีมากๆครับ โดยเฉพาะการแพนกล้องไปที่สีหน้าแต่ละคน และใช้ความเงียบเป็นตัวบ่งบอกความอึดอัด
    โชคดีจริงๆที่ตอนกลางๆเรื่อง มีบทที่เทรนน้อยได้รับการดูแลจากสามสาวแฝด เลยรู้สึกว่า อือม์ มันสดใสขึ้นมาหน่อยแล้ว ไม่งั้นตอนนี้เครียดตายเลย

    ณ บัดนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเอเซจะทรมานเทรนลากไปลากมาทำไม =w=" ถ้าบอกว่าติดหนี้คราวก่อน ผมว่าแลกกับการลากสาวน้อยที่มีแต่เรื่องพาซวยมาเนี่ย มันไม่คุ้มว่ะ อันนี้ผมไม่ได้ติงเนื้อเรื่อง ผมแค่อ่านแล้วรู้สึกเฉยๆ ฮา

    ผมจะไม่เม้นท์เรื่องสำนวนภาษาอีกแล้วนะ เพราะผมชอบที่เป็นอยู่นี่มาก และผมคิดว่ามันได้ระดับมาตรฐานแล้ว การดึงอารมณ์ก็ทำได้ดีมากๆ มากจนผมแบบ.. เออ อาเซแม็กที่เคยเขียน Legend คนนั้น มันพัฒนาเร็วจนเหมือนสองผลงานนี้ไม่ใช่คนเขียนคนเดียวกันเลย
    ไม่ได้อวย....
  14. Jammaster New Member

    EXP: 26 ถูกใจที่ได้รับ: 1 คะแนน Trophy: 3
    กลับมาอีกทีตอน 5 ละ

    จากตอนที่ 4 เหมือนเอเซจะดูโหดร้ายแต่เหมือนกับว่าค่อยๆสอนยัยหนูเทรนไปทีละอย่างมากกว่าแฮะ ดูจากที่ปล่อยให้โดนโจรจับก่อนค่อยช่วยแล้วสอนเนี่ยมันเข้าตำรา Learn by hard way จริงๆเจอหนักๆให้รับรู้ถึงแกนกระดูกแบบนี้แหละจำนานนับของเก่าๆอย่างตอนที่เทรนจะโดนข่มขืนก็ด้วยเหมือนกับว่ารอให้มีแผลในใจระดับที่ยังรักษาหายค่อยช่วย

    พอมาถึงตอนที่ 5 แม้จะดูเหมือนกับว่าเอาเทรนมาฝากไว้กับทางร้านผมเดาว่าคงไม่แยกเป็น 2 route ระหว่างเทรนกับเอเซเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่ว่าเทรนแอบตามไปจนได้ก็คงก่อปัญหาจนต้องเอาไปด้วย ?
    สามพี่น้อง sun moon star เหรอ นึกไปถึง สามภูติจอมป่วนของ touhou ซะงั้นผม แต่กองโจร แดง ดำ นี่เข้าใจคิดดีนะ รอดูว่าท่าน Azemag จะมีการหักหลังคนอ่านแบบไหนกันบ้าง

    ปล. ผมยังด้อยวิชานัก แต่ก็ยังเม้นตามนิสัยของตัวเองคงไม่ว่ากันน่อ
  15. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    รัฐขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เอเซก็เลยเรียกค่าแรงแพงครับ //โดนเตะ
    รออ่านเหตุและผลของเงินสองร้อยเหรียญได้ในตอนหลังครับ

    ยังไม่ได้ลากไปไหนเลยแค่ให้เดินทางไปด้วยกัน แต่เทรนเรียกงานได้ตลอดทางนั่นแหละ (ฮา)


    สารภาพว่าไม่ได้เล่น touhou เลยไม่รู้จักสามภูติจอมป่วนครับ = =;
    เรื่องคอมเมนต์ เชิญคอมเมนต์ได้เต็มที่เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ

    ปล.ผมไม่เคยหักหลังคนอ่านนะเอ้อ ^ ^
  16. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    บทที่ 1 นักล่าค่าหัว
    ตอนที่ 6 อดีต




    ร้านกรงพยัคฆ์ในช่วงเย็นกำลังคึกคักสุดขีด นักเดินทางขาประจำและขาจรจับจองยึดที่โต๊ะเป็นที่พักถาวรเป็นสถานที่สังสรรค์ส่งผลให้สามพี่น้องฝาแฝดต้องวิ่งวุ่นไม่หยุดหย่อน

    ยังดีที่วันนี้พวกเธอมีผู้ช่วยฝีมือดีช่วยแบ่งเบางาน

    แค่แปดวันเทรนก็คุ้นเคยกับการทำงานภายในร้านเป็นอย่างดี สาวน้อยในชุดสีชมพูสว่างกับผ้ากันเปื้อนสีส้มเข้มแจกยิ้มสดใสให้ลูกค้าตลอดทางที่เดินผ่าน เป็นยาชูกำลังชั้นเยี่ยมให้หนุ่มๆหลายคนหายเหนื่อยจากการเดินทาง

    ประตูร้านเปิดด้วยแรงกระแทกจนเกิดเสียงดังสนั่น ขายาวๆของซีวิลก้าวเข้ามาในร้านช้ากว่าเสียงแหกปากตะโกนของเขาหลายเท่านัก เสียงโห่จากทั้งร้านดังทักทายตอบกลับ

    กว่าจะเดินไปถึงตัวมาสเตอร์เจที่บาร์ด้านในสุด ซีวิลต้องซดเครื่องดื่มสีม่วงเข้มไม่ก็สีเหลืองอ่อนปนฟองขาวละเอียดหลายต่อหลายแก้วตลอดทาง ถึงจะไม่ดีกับร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลแต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะดื่มแม้แต่แก้วเดียว



    “โทรมขนาดนี้ยังอุตส่าห์รอดกลับมาได้อีกนะ” เจ้าของร้านผมสีเงินยาวส่องประกายสะท้อนแสงตะเกียงสีส้มทักทายพร้อมกับยื่นขวดแก้วสีเขียวบรรจุไวน์องุ่นให้ เขารับไปดื่มอึกใหญ่

    “ก็เกือบไม่รอดไปเหมือนกันแต่เผอิญว่าข้ายังตายไม่ได้จนกว่าจะได้แต่งงาน”

    “เป็นแรงบันดาลใจที่ดีนะ” มาสเตอร์เจยิ้มมุมปาก เขาฟังคำตอบแบบนี้มาตลอดสามปีแล้ว “แล้วอีกสองคนละ”


    ซีวิลชี้ขวดไวน์ไปที่ประตูร้าน




    ใต้แสงสีนวลจากตะเกียงเหนือเสาเหล็กในซอยเล็กๆ เอเซรับซองกระดาษสีน้ำตาลจากเอเลซซ่ามาอ่าน สีหน้าของเขาตึงเครียดกว่าปกติเล็กน้อย

    ‘จ่าฝูง’ ฝากมา ให้ส่งถึงท่านหลังเสร็จงานของสมาคมพ่อค้า” น้ำเสียงใสกังวานราบเรียบดังจากริมฝีปากเล็กๆของนักสู้หญิง

    เมื่อได้ยินคำว่า ‘จ่าฝูง’ สีหน้าของเอเซยิ่งตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม

    “เนื้อความพูดถึงเรื่องใด?”

    สาวสวยตาคมแต่นิ่งสงบถามตรงไปตรงมา บังเกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งสองชั่วอึดใจ

    เสียงถอนหายใจของเอเซเป็นสัญญาณยอมรับความพ่ายแพ้ในการแข่งเงียบกับหญิงสาวผู้มีความเงียบเป็นเพื่อนสนิท

    ‘เธอ’ บอกว่ามีงานให้ทำ เป็นงานสำคัญและอาจเกี่ยวพันกับ ‘คน’ ที่ข้ากำลังตามหามาตลอดหกปี” ชายหนุ่มสอดกระดาษที่มีเนื้อความกลับใส่ในซอง พับครึ่งเก็บในกระเป๋ากางเกง

    “เข้าใจแล้ว” นักคุ้มกันสาวพยักหน้าเล็กน้อย ขยับตัวเดินผ่านเขาไปในความมืดของถนน



    “ระวังตัวด้วย” เสียงเตือนของเธอดังแว่วมากับสายลมและเลือนหายไปกับรัตติกาล






    เอเซไม่เหลียวกลับมองเธอ เดินมุ่งไปยังร้าน ‘กรงพยัคฆ์’ ที่กำลังครื้นเครงเฮฮา

    ทันทีที่เขาก้าวเข้าในร้าน ทุกอย่างกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ เสียงลดระดับจากสูงสุดเป็นต่ำสุดแทบจะทันที ทุกกิจกรรมหยุดลงกะทันหันเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


    “เอเลซซ่าล่ะ?” ซีวิลถามเมื่อเห็นเขามาคนเดียว

    “เหมือนเดิม” เอเซตอบกลับสั้นๆ

    คนถามพยักหน้าว่าเข้าใจ “มาเงียบๆ ไปเงียบๆตามสไตล์ยัยนั่นละนะ”


    เสียงหัวเราะหยอกเย้าของสาวๆดังมาจากประตูครัว ซันนี่เดินนำออกมาพร้อมซุปถ้วยใหญ่ สตารี่ยกไก่งวงอบหอมฉุยตามมา มูนนี่ยกสองถาดใส่จานอาหารมากมายและตามติดมาด้วยน้องใหม่ไฟแรงของร้าน เทรน โคลฟเวอร์ลีฟ

    เอเซเหลือบไปมอง พอดีกับเทรนหันหน้ามาพอดี สองสายตาประสานสบกันโดยบังเอิญ

    ถังในมือของเด็กสาวถูกยกสาดสุดแรง มวลน้ำพุ่งเข้าปะทะกับเอเซเต็มแรง ฝอยน้ำกระจายเจิ่งนองเต็มพื้นและบาร์ไม้ รวมถึงเสื้อผ้าและใบหน้าของเอเซด้วยเช่นกัน



    “ไอ้คนหน้าเงิน! ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!”


    ทุกคนในร้านได้แต่อ้าปากค้างหน้าถอดสี พวกเขาเป็นนักสู้ที่ผ่านศึกเสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงความตายเท่านั้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัว

    แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่ากลัวยิ่งกว่าความตายหลายเท่า ใครจะนึกว่าเด็กสาววัยเพียงสิบหกจะกล้าสาดน้ำทั้งถังใส่หน้าคนที่น่ากลัวที่สุดในร้านอย่างเอเซ

    เขาวางแก้วในมือ ยกมือเสยผมสีน้ำตาลที่เปียกน้ำชุ่มโชก สายตาเย็นชาจับจ้องมองเด็กสาวที่ตัวสั่นด้วยความโกรธ


    “น้ำเย็นดีนะ”

    ไม่ใช่การดุด่าตวาดกลับ แต่เป็นการเสียดสีที่เลือดเย็นเกินคาด เด็กสาวลืมตัวคว้าเอาขวดไวน์ใกล้มือฟาดเขาเต็มแรง



    เพล้ง!

    ขวดแตกกระจายคาท่อนแขนของเอเซที่ยกขึ้นกันใบหน้า เศษแก้วหล่นร่วงพื้นส่งเสียงกราว เลือดไหลรินหยดร่วงลงพื้นเป็นหย่อมๆ

    ไม่ใช่จากแขนของเอเซ แต่มาจากมือเล็กๆที่กำแน่นจนเศษแก้วบาดมือ

    เธอเม้มปากกัดฟันจะตบหน้าเขาซ้ำ แต่พริบตานั้นทั้งร่างกลับถูกกดด้วยแรงมหาศาลจนหงายหลังล้มกระแทกพื้นอย่างแรง


    “เก่งแบบนี้คราวหน้าข้าคงไม่ต้อง ‘เสนอหน้า’ ไปช่วยแล้วสินะ”

    แววตาของเขาเฉยชา แต่ดวงตาเด็กสาวเต็มไปด้วยน้ำตา



    ซีวิลจับบ่าของเขาจากด้านหลัง มาสเตอร์เจก้มจับข้อมือของเอเซและดึงออก สตารี่ปราดเข้ามาประคองเทรนให้ลุกขึ้นและพาออกจากร้านไปในสภาพน้ำตานองหน้า

    เอเซนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม ปลดผ้าคลุมออกเช็ดหน้าเช็ดผมเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ

    ทุกคนได้แต่มองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นอะไร






    วันนี้เป็นหนึ่งในวันที่เจ้าของร้าน ‘กรงพยัคฆ์’ ว่างมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดร้านมาหลายปีเพราะลูกค้าทั้งหมดทยอยออกจากร้านไปตั้งแต่หัวค่ำและไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามา เขาจึงตัดสินใจปิดร้านเร็วกว่าปรกติ

    หลังจากสะสางทุกอย่างในร้านเสร็จสิ้น เจ้าของร้านกรงพยัคฆ์เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง เดินเข้าประตูทางเชื่อมระหว่างร้านและตึกพักด้านหลัง

    ดวงตาของเขาสังเกตเห็นเงาคนบนหลังคา



    “เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าร้านของข้ามีมุมชมเมืองที่สวยขนาดนี้ด้วย”

    มาสเตอร์เจทักขึ้นทำให้เทรนสะดุ้งรู้สึกตัว เธอนั่งอยู่บนกระเบื้องหลังคาแผ่นใหญ่แผ่นสุดท้าย เบื้องหน้ามีเพียงความว่างเปล่าสูงร่วมสิบเมตร ไม่ไกลกันนักมีชายหนุ่มร่างสูงอารมณ์ดีนั่งเป็นเพื่อนอยู่เงียบๆ – ซีวิล

    เขาอยู่ตรงนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอคิดสั้นกระโจนลงไปหาความตายเบื้องล่าง

    “ไม่ได้เห็นท้องฟ้าสวยๆแบบนี้มาหลายปีแล้วนะ” มาสเตอร์ทิ้งตัวลงนั่ง ยกขวดไวน์ขึ้นดื่ม

    “จัดงานเลี้ยงบนดาดฟ้าคงจะดีไม่น้อยเลยนะ มาสเตอร์” ซีวิลออกความเห็น

    “ต้มซุปลูกวัวกินแกล้มไวน์อุ่นๆก็เข้าท่า”

    “ต้องมีเนื้อย่างด้วยนะ”

    “เจ้ายกเตาขึ้นมาเองนะ ข้าแก่แล้วหลังไม่ค่อยดีเท่าไร”


    ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส แต่เด็กสาวยังคงนิ่งเงียบเหมือนไม่ได้ยินเรื่องที่น่าสนุกแม้แต่น้อย

    ความเงียบแทรกตัวเข้ามากะทันหัน มีเพียงเสียงสายลมหวีดหวิวดังแว่วมาจากที่ไกลๆ


    เสียงเบาๆของเด็กสาวถามขึ้น

    “มาสเตอร์คะ หนูควรทำยังไงต่อไปดี...ตอนนี้หนูสับสนไปหมดแล้ว”

    ชายวัยกลางคนที่ผ่านชีวิตมากว่าสี่สิบปี คำถามแบบนี้เขาได้ยินและเคยถามตัวเองไม่รู้กี่ครั้ง

    แต่คำตอบของคำถามนี้ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายแม้แต่ครั้งเดียว


    คนถูกถามนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง “เชื่อรึเปล่าว่าเมื่อหกปีก่อนเอเซก็เคยถามคำถามนี้กับข้า”

    สีหน้าของเด็กสาวแปรเปลี่ยนจากเงียบเหงาเหม่อซึมเป็นสงสัยงุนงง

    “ถึงสาเหตุจะแตกต่างแต่ครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนต้องเจอกับเรื่องเสียใจ ผิดหวัง เจ็บปวดจนแทบอยากจะตายไปจากโลกใบนี้”

    “แม้แต่ข้าเองก็เคยจมอยู่ในห้วงความทุกข์แบบนั้น”

    “ไม่มีใครไม่เคยเสียใจหรอกนะ”

    “บางคนล้มแล้วนอนจมความเสียใจอยู่อย่างนั้นตลอดไป บางคนใช้เวลานานหน่อยกว่าจะยืนได้อีกครั้ง คนที่เข้มแข็งจะลุกขึ้นทันทีที่ล้ม”

    “เจ้าอยากเป็นคนแบบไหนละ สาวน้อย?”

    เธอถูกบังคับให้ตอบคำถามของตัวเองกลายๆ “ข้า...ถ้าข้ารู้แล้วก็คงไม่ต้องถามหรอกค่ะ”

    “ตอบเหมือนกันเป๊ะเลย” มาสเตอร์เจหัวเราะเสียงดัง “เจ้ากับเอเซน่ะ”

    “มะ..ไม่เหมือนกันสักหน่อย!” เทรนตอบกลับเมื่อถูกเทียบกับเอเซ

    “คนๆหนึ่งจะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นเรื่องของเจ้าตัว ถ้าเสียใจจนไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำอะไร อยากจะลุกขึ้นตอนไหนเมื่อไรก็ลุกขึ้น”

    “ทำสิ่งที่อยากจะทำนั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด”




    มาสเตอร์เจทิ้งตัวลงนั่งข้างเธอยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีน้ำเงินเข้มอย่างแผ่วเบา

    เทรนสัมผัสถึงความห่วงใยของเขา เมื่อนึกถึงความอบอุ่นที่เคยได้รับจากพ่อและพี่สาวทำให้เธอน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในเวลาเพียงครึ่งเดือนล้วนแต่เลวร้ายเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะทนรับไหว เพียงแค่จิตใจของเธอไม่แตกสลายไปพร้อมกับการตายของพ่อบังเกิดเกล้าก็นับว่าเธอมีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวกว่าเด็กที่อายุเท่ากันมากแล้ว

    เธอพยายามกลั้นสะอื้นให้อยู่ในอกแต่ไม่เป็นผล ไม่สามารถสลัดความทรงจำแสนสุขที่หวนกลับมาออกไปได้

    ยิ่งห้ามใจไม่ให้คิดเท่าไรเธอยิ่งไม่อาจควบคุมตัวเองได้มากเท่านั้น

    ทุกครั้งที่มาสเตอร์ขยับมือลูบศีรษะ น้ำตาของเธอยิ่งรินไหล ไหล่เล็กๆขยับขึ้นลงพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

    เสียงร้องไห้โหยหวนปานจะขาดใจสามารถทำให้คนที่ได้ยินสะท้านใจด้วยความสงสาร






    นานพอสมควรกว่าเธอจะสงบใจลงได้ ดวงตาแดงก่ำบวมชื้นฉายแววแห่งความเศร้าอยู่ลึกๆ

    จู่ๆเทรนคว้าขวดไวน์จากมือของมาสเตอร์ไปดื่มอึกใหญ่ แม้ชายวัยกลางคนจะแปลกใจแต่เขาก็ไม่ห้ามเพราะเขาเป็นคนพูดเองว่าให้เธอทำในสิ่งที่เธอต้องการ

    เทรนลุกพรวดขึ้นยืนตรง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด


    “ไอ้เอเซคนบ้า! อย่าคิดนะว่าแค่นี้ข้าจะกลัวเจ้า”

    “ไอ้คนหน้าตาไม่ดี! คนเห็นแก่เงิน!”

    “ข้าจะไม่จ่ายเจ้าสักเหรียญเดียวรู้ไว้ซะด้วย!”

    “อีตาบ้า!”


    เธอตะโกนด่าทั้งที่น้ำตานองหน้า


    เสียงของเธอทำเอาทหารยามบนกำแพงเมืองสะดุ้งตื่น คนที่กำลังดื่มเบียร์ในร้านใกล้ๆต้องสำลักเพราะตกใจ ม้าในคอกชูคอกระดิกหูสะบัดหัวไปมา

    เธอยังด่า ด่า และด่าไม่ยอมหยุด

    เอเซนอนอยู่ในห้องชั้นสามย่อมได้ยินเช่นกัน เขาลืมตาขึ้นฟังเสียงโหวกเหวกโวยวายต่อเนื่องของเทรนครู่หนึ่งแล้วหลับตาลงนอนเหมือนเดิมเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

    หลังจากแหกปากด่าจนหนำใจร่วมสามนาที เทรนทิ้งตัวลงนั่งเอนไปโยกมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ หลายวันมานี้เธอทำงานหนักมาตลอดแถมด้วยท่าทีเย็นชาของเอเซในค่ำวันนี้ทำให้เธอเก็บความเครียดไว้ไม่ได้อีกต่อไป แรงกดดันภายในจิตใจจึงระเบิดออกมาจนหมด



    “เอ้า! ไปนอนได้แล้ว”

    มาสเตอร์เจประคองเธอลุกขึ้น พาไปถึงห้องส่งต่อให้สามสาวฝาแฝดรับช่วงดูแลต่อ






    สายวันถัดมา

    เทรนตื่นขึ้นมาเพราะท้องเริ่มบิดมวนด้วยความหิวเพราะกลิ่นหอมจากครัวลอยตามลมขึ้นมา

    ปลายเตียงมีกะละมังใส่น้ำวางอยู่บนเก้าอี้ ผ้าขนหนูสีชมพูเนื้อละเอียดพาดอยู่ปลายเตียง บนกำแพงมีชุดทำงานสีเหลืองอ่อนแขวนอยู่พร้อมสรรพ

    เด็กสาวกระโดดผลุงลงจากเตียงแล้วรีบจัดแจงล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนชุดทันที

    ประตูหลังครัวเปิดอ้า เทรนกระหืดกระหอบวิ่งเข้ามา


    “ตื่นแล้วเหรอ” สตารี่เงยหน้าขึ้นจากหม้อใบใหญ่ที่กำลังเดือดปุดส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

    “ขอโทษค่ะ” เด็กสาวรีบขอโทษเป็นการใหญ่ พุ่งตัวไปที่ถาดใส่อาหารแล้วตั้งท่าจะยกออกไป

    “ใจเย็นๆก่อน” สตารี่ผละจากหน้าเตามาที่เธอ ดันหลังให้เธอไปนั่งนิ่งๆบนเก้าอี้ “วันนี้ไม่ต้องรีบหรอก ร้านปิดเพราะมาสเตอร์ไปทำธุระนอกเมืองจ๊ะ”

    “คนในร้านก็ขาประจำไม่ต้องดูแลมากหรอก” ซันนี่เสริมขึ้น ยกเหยือกน้ำ จานขนมปังอบทาน้ำผึ้ง ข้าวโพดต้มคลุกลูกเกดมาวางไว้หน้ารุ่นน้องสาว

    “กินก่อนแล้วค่อยว่ากันนะ”



    หลังจากกินมื้อเช้าที่กลายเป็นมื้อสายเสร็จแล้ว เทรนได้รับมอบหมายให้ช่วยยกถาดใส่อาหารไปส่งชายหนุ่มผู้หิวโหยทั้งหลาย

    ร้านค่อนข้างมืดเพราะหน้าต่างทุกบานถูกปิดรวมหมดถึงประตูหน้าร้าน โต๊ะหลายตัวถูกนำมาต่อกันเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลุ่ม

    เมื่อมีคนมีเงินและมีเวลาเวลาว่างมาเจอกันจึงมีการพนัน บ่อนขนาดย่อมเกิดขึ้นกลางร้าน บรรยากาศกำลังดำเนินไปด้วยความคร่ำเครียดและเคร่งขรึม แม้แต่ซีวิลจอมโวยวายยังมีเวลาสงบปากสงบคำตีสีหน้าหนักใจได้


    “จ้องไปเลขก็ไม่เปลี่ยนหรอก จะตามหรือจะหมอบบอกมาคำเดียวเลย”

    คำเร่งเร้าดังมาจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เป็นชายผิวขาวรูปร่างโปร่งแต่ไม่สูงเท่าซีวิล ใส่เกราะหนังทับเสื้อสีดำแขนยาว ผมรุงรังเหมือนไม่เคยสัมผัสกับหวี ที่แก้มขวามีรอยแผลเป็นขวางเป็นแนวยาว

    เหรียญมากมายกองอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสอง หากจะตีเป็นมูลค่าก็คงไม่ต่ำกว่าพันเพนนี มากพอจะให้ครอบครัวหนึ่งกินอิ่มท้องได้ถึงครึ่งเดือน

    ไม่ใช่แค่คนเดิมพันที่เครียด แม้แต่คนที่ล้อมมุงดูยังพลอยเครียดตามไปด้วย



    “ว่าไง?”

    “ตาม” ครั้งนี้ซีวิลตอบสวนทันที มือขวากวาดกองเหรียญของตัวเองเสริมในกองกลางเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เงินเดิมพันตอนนี้คงเฉียดๆสองพันเพนนี

    คู่เดิมพันของเขาหัวเราะแล้วยักคิ้วด้วยความมั่นใจเต็มปรี่ว่าได้เปรียบ หงายไพ่ห้าใบในมือให้ทุกคนได้เห็นชัดๆ - ไพ่คิงข้าวหลามตัดและโพธิ์แดง ไพ่เอซโพธิ์ดำและดอกจิก อีกใบเป็นไพ่สิบโพธิ์ดำ

    “กะอีแค่สองคู่อย่ามาทำกร่าง” ซีวิลได้ทีข่มทับปาไพ่ในมือลงกลางโต๊ะให้ได้ทุกคนได้เห็น

    สาม , สี่ , เจ็ด , แปด และควีน ทั้งห้าใบเป็นไพ่หน้าดอกจิกทั้งหมด


    “ตะกี๊แค่แกล้งหงอหลอกกินเงินหรอกเว้ย โป๊กเกอร์เฟซน่ะรู้จักไหม ฮ่าๆๆ”

    เสียงเฮดังลั่นร้านแต่เสียงของซีวิลดูเหมือนจะดังกว่า สีหน้าของคนที่มั่นใจเต็มเปี่ยมกลายเป็นตะลึงตาค้างอ้าปากเหวอ

    “ดีใจอะไรกันเหรอคะ?” เสียงหวานๆของซันนี่ดังจากด้านหลังวงพนัน

    “มา! วันนี้ข้าเลี้ยงเอง” ซีวิลแหกปากลั่น เสียงเฮดังตาม “ไวน์สามถัง กับแกล้มไม่อั้นเว้ย!”




    ตลอดทั้งบ่ายที่ร้อนอบอ้าวจนหัวค่ำ มีแต่เสียงเฮฮาโหวกเหวกโวยวายด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ของคนนับสิบโดยมีซีวิลเป็นแกนนำ

    มาสเตอร์เจกลับมาช่วงก่อนค่ำเล็กน้อย ตอนนี้เขากำลังอ่านหนังสือปกสีแดงเล่มเล็กๆบนเก้าอี้ประจำตัวหลังบาร์อย่างอารมณ์ดีมีไวน์แดงครึ่งขวดอยู่ไม่ไกลมือ

    เอเซเดินลงบันไดมาเงียบๆ ซีวิลปราดเข้าไปหาพร้อมกับเบียร์แก้วใหญ่


    “ดื่มซะไอ้น้องชาย วันนี้เป็นวันที่ข้าดวงดีที่สุดในชีวิตเลย”


    ทั้งร้านเงียบไปชั่วอึดใจเพราะภาพแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อหลายปีก่อน ครั้งนั้นเหตุการณ์จบลงที่ความพินาศของร้านกรงพยัคฆ์จากการต่อสู้ของทั้งสองคน

    หากวันนี้เอเซอารมณ์ไม่ดีเหมือนวันนั้น มาสเตอร์เจคงเสียเงินซ่อมร้านไม่น้อยแน่ๆ

    ความกังวลของทุกคนหมดไปเมื่อนักล่าค่าหัวรุ่นน้องยอมดื่มเบียร์ของรุ่นพี่จนหมดแถมยังชูแก้วเปล่าให้ทุกคนด้วย เสียงแหกปากของซีวิลเป็นสัญญาณเริ่มงานฉลองยกที่สองได้


    “นึกว่าข้าต้องลี้ภัยไปนอกเมืองแล้วเสียอีก” เจ้าของร้านลุกจากเก้าอี้ปิดหนังสือเก็บในลิ้นชัก

    ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่ยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลที่ได้รับจากเอเลซซ่าให้แทน

    มาสเตอร์เจรับมาเปิดอ่าน สีหน้าแสดงถึงความวิตกกังวลเล็กน้อยก่อนที่เขาจะปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปรกติในวินาทีถัดมา


    ภายในร้านเสียงดังยิ่งกว่าตลาดสด แต่ชายสองคนต่างวัยนั่งเงียบเหมือนเป็นท่อนไม้คล้ายไม่พูดจา หากแต่ทั้งคู่กำลังคุยกันด้วยวิชาอ่านริมฝีปาก


    “แน่ใจนะว่าจะไป”

    “นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ข้ารู้สึกไม่มั่นใจ”

    “แต่ก็หนีจากมันไม่ได้...ใช่ไหมละ”

    “หกปี...จะว่านานก็นาน จะว่าเร็วก็เร็วนะ”

    “แล้วจะไปเมื่อไรละ”

    “ยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ข้ายังไปตอนนี้ไม่ได้”

    “....คืนจันทร์ดับสินะ”

    “คงเป็นสามวันหลังจากนั้น”

    “แล้วจะเอายังไงกับเด็กนั่น จะฝากไว้ที่ร้านนี้ก่อนไหม?”

    “ก็ตั้งใจไว้อย่างนั้นแหละ ครั้งนี้อันตรายเกินกว่าจะพาไปด้วย และหากข้าเป็นอะไรขึ้นมา.....”




    บทสนทนาหยุดลงแค่นี้เมื่อเอเซเป็นฝ่ายเงียบไปเองโดยไม่พูดให้จบประโยค มาสเตอร์เองรู้สาเหตุดีจึงไม่ถามอะไรอีก

    “มาสเตอร์คะ?” เสียงของเทรนดังจากด้านหลัง ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน “พี่ซันนี่ให้เอาของโปรดมาให้ท่านค่ะ”

    เด็กสาวชำเลืองหางตามองไปทางซ้ายเห็นเอเซจ้องมาที่ตัวเอง “มองอะไรของเจ้า”

    “มากกว่านี้ก็เห็นมาแล้ว มองแค่นี้ยังนับเป็นดอกเบี้ยไม่ได้ด้วยซ้ำ”

    “ไอ้บ้า!” เทรนตะโกนด่าใส่หน้าเขาแล้วเดินฉับๆกลับเข้าไปในครัว


    “โดนสาวทิ้งอีกแล้วเว้ยยยยยยยย”

    ซีวิลตะโกนดังลั่นมาจากในวง เสียงเฮดังตามหลัง แอลกอฮอล์ทำให้หลายคนลืมความน่ากลัวของเอเซไปจนหมดแต่ครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร




    ค่ำคืนที่ยาวนานในร้านกรงพยัคฆ์ดำเนินต่อไปด้วยความครื้นเครง
  17. taleoftrue Well-Known Member

    EXP: 894 ถูกใจที่ได้รับ: 52 คะแนน Trophy: 113
    ลงชื่ออ่านเรียบร้อย >_< คราวนี้คงต้องขอเว้นคอมเมนท์ก่อนล่ะนะฮะ ไม่รู้จะคอมเมนท์อะไรดีแฮะ />_<"
  18. swanton Dragon on Board

    EXP: 1,436 ถูกใจที่ได้รับ: 69 คะแนน Trophy: 113
    อุ้ย! ชอบว่ะ ชอบบทบาทของเทรนในบทนี้มากกกก

    ไอ้คำแต่ละคำที่พ่นออกมาเนี่ย มันสะใจจริงๆ ถึงมันจะทำอะไรเอเซไม่ได้ แต่คนอ่านรู้สึกเลยว่ามันด่าได้ใจจริงๆ
    ชอบจริงๆ ไอ้ "ผู้ชายหน้าตาไม่ดี" เนี่ย กร๊ากกกกกก
    และแล้วตอนนี้ก็แพล็มให้เห็นว่า เอเซเคยมีบางอย่างเลวร้ายมาก่อน

    ชอบคำๆนี้
    จุดพร่องนิดหน่อยของตอนนี้คือการบรรยายช่วงนี้

    คืออ่านแว่บแรก ผมยังนึกว่าเอเซอยู่ในร้านอยู่เลย ถึงจะมีคำว่าเสาเหล็กในซอย แต่การตัดฉากจากร้านไปสู่ข้างนอก อยากให้มีคำว่า นอกประตูร้าน หรือคำที่บอกตรงๆว่าภาพในฉากมันไปที่ข้างนอกแล้วนะ ประมาณนั้น

    คงความมืดมนได้ดี ผมไม่ค่อยชอบอ่านช่วงเอเซคุยกับนักรับจ้าเงท่าไร ชอบบทฝั่งเทรนมากกว่า โดยเฉพาะตอนเทรนถูกดดันจากเอเซ มันเจ้มจ้นดีจริงๆ
  19. Jammaster New Member

    EXP: 26 ถูกใจที่ได้รับ: 1 คะแนน Trophy: 3
    ขอโทษที่มาเม้นช้านะครับ
    อย่างแรกเลย เอเซ ทิ้งเทรนไปภารกิจรอบนึงก่อนแล้วป่ะ เทรนถึงรู้ว่า 200 เหรียญทองเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และทีนี้ก็กำลังจะไปปฏิบัติภารกิจอีกรอบ ตรงนี้ผมรู้สึกว่าเออชวนสับสนไปนิด

    “ทำสิ่งที่อยากจะทำนั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด”

    เป็นประโยคที่ผมชอบมากครับ ต่อจากนี้ก็รอดูละว่า เทรนจะเติบโตยังไงต่อ
  20. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ


    เขียนสลับสถานที่ยังทำได้ไม่ดีพอสินะ ครั้งต่อไปจะพยายามทำให้เนียนขึ้นครับ


    มาที่ร้าน > รับภารกิจ ฝากเทรนไว้ > ไปทำภารกิจ เทรนทำงานในร้าน รู้เรื่องเิงินจากลูกค้าในร้าน > เอเซ ซีวิลกลับจากภารกิจ > เข้าร้านปุป เกิดเรื่อง
  21. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    บทที่ 2 ปฐมบทแห่งหายนะ
    ตอนที่ 1 นักเวทแห่งเวเนส



    “ปล่อย! บอกว่าให้ปล่อยไงละอีตาบ้า”

    ชาวเมืองออกัสตินต่างหันมองต้นตอของเสียงแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวผมสีน้ำเงินถูกนักดาบผมสีน้ำตาลลากถูลู่ถูกังไปบนถนนมุ่งหน้าไปยังร้านกรงพยัคฆ์

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สี่ของเช้าวันนี้แล้ว

    ต่อให้มีคนอยากเข้าไปห้ามแต่ก็ไม่มีใครกล้าเพราะนักดาบคนนั้นคือ ‘เอเซ แมคโดเวล’ แค่ชื่อนี้ก็เพียงพอที่ทำให้ใครหลายคนล้มเลิกความคิดที่จะเป็นพลเมืองดีได้




    “บอกว่าให้ปล่อยไงละ!”

    เทรนตะโกนลั่นแล้วอ้าปากกัดแขนเอเซเต็มแรง เมื่อเธอเป็นอิสระก็รีบลุกขึ้นหนีไปหลบหลังซีวิลที่ตามดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ เอเซยกแขนขึ้นดูรอยกัดที่เพิ่มขึ้นมาอีกแผลแล้วก้าวเท้าเข้าหาเทรนอีกครั้ง

    “อีแบบนี้สงสัยวันนี้คงไปไม่พ้นประตูเมืองแหงๆ” ซีวิลบ่นอย่างเหนื่อยหน่าย

    “เอ้าๆ พอแค่นั้นแหละ” เสียงของมาสเตอร์เจดังขึ้นด้านหลังเอเซก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายมากไปกว่านี้

    “พาไปด้วยนั่นแหละ” เจ้าของร้านกรงพยัคฆ์บอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

    “ทำในสิ่งที่อยากทำ นั่นคือสิ่งที่ข้าบอกกับเจ้า บอกกับเทรนและบอกกับทุกๆคน ถ้าเธออยากไปด้วยเจ้าก็แค่พาไปด้วยเท่านั้นเอง”

    “ท่านก็น่าจะรู้ดี” เอเซนิ่งไปอึดใจ ตอบด้วยน้ำเสียงปนอึดอัดปนเกรงใจ “ภารกิจครั้งนี้อันตรายในระดับสุดยอด”

    “ถ้าเจ้าเป็นผู้ชายห่วยๆที่ปกป้องเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”



    คำพูดของมาสเตอร์เจทำให้เอเซเปลี่ยนสีหน้า

    ไม่ใช่โกรธที่ถูกดูถูกต่อหน้า แต่เป็นอดีตที่ถูกกระตุ้นให้นึกถึงอีกครั้ง




    ในวันที่ฝนตกหนักจนฟ้ามืดมิด หญิงสาวคนหนึ่งนอนหายใจรวยริน รอบข้างมีแต่ความพินาศจากการต่อสู้ ซากศพเกลื่อนกลาด กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่ว

    “เอเซ...มีชีวิตอยู่ต่อไป...ปกป้องทุกคนให้ได้นะ”

    นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่ชีวิตหนึ่งจะสูญสิ้น

    เสียงฟ้าร้องคำรามก้องยังไม่ดังเท่าเสียงตะโกนอย่างปวดร้าวของเอเซ




    เสียงกระดูกลั่นดังจากกำปั้นของเอเซที่บดแน่นจนสั่นระริก เทรนรู้สึกได้ว่าตอนนี้เขาน่ากลัวกว่าปกติหลายสิบหลายร้อยเท่า ราวกับมีออร่าที่ร้อนแรงแผ่ผ่านออกจากเขาจนทำให้รู้สึกขนลุกแม้จะมองเห็นแค่แผ่นหลังเท่านั้น

    เนิ่นนานกว่าเอเซจะหลับตาลง สงบจิตสงบใจปรับอารมณ์ให้เป็นปรกติ “เข้าใจแล้ว”

    มาสเตอร์เจเข้ามาตบไหล่เขาสองสามทีแล้วเดินผ่านไปหาเทรน

    “พี่สาวสามคนของเจ้าฝากบอกว่า ‘ระวังตัวให้มากๆและอย่าทะเลาะกับท่านเอเซ”

    ชายวัยกลางคนยื่นกระเป๋าใบหนึ่งให้พร้อมรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความเมตตาและความห่วงใยเหลือคณา

    “ค่ะ” เด็กสาวโผกอดเขาแน่นราวกับเป็นพ่อแท้ๆ

    “เดินทางกันดีๆ ฝากดูแลทั้งสองคนด้วย” มาสเตอร์หันไปพูดกับซีวิล

    “อย่าห่วงเลย มีอะไรเดี๋ยวข้าจัดการให้เอง” ชายหนุ่มยกกำปั้นขึ้นชนกับกำปั้นของมาสเตอร์เจ

    “รีบไปกันได้แล้ว” เอเซบอกแล้วเดินผละจากกลุ่มมุ่งหน้าไปที่ประตูเมืองทันที

    ชายวัยกลางคนทำได้เพียงมองส่ง หวังว่าจะได้พบกับพวกเขาทั้งสามคนอีกครั้ง




    การเดินทางครั้งนี้มีจุดหมายอยู่ที่ ‘อเลกซานเดรีย’ มหานครสุดท้ายก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เป้าหมายของการเดินทางคือไปพบกับ ‘นักค้าข่าว’ ที่ใช้โค้ดเนม ‘จ่าฝูง’ เพื่อรับมอบงานหนึ่ง

    เอเซและซีวิลเช่าม้าสองตัวจากคอกบริการเช่าที่ประตูเมือง ควบตะบึงจากไปดุจสายลมกรรโชก

    “เจ้านั่นต้องรีบขนาดนี้เลยเหรอ?” เด็กสามถามซีวิล เธออยู่บนม้าตัวเดียวกับเขาส่วนเอเซควบม้านำลิ่วอยู่ห่างพอสมควร

    “เอเซเป็นคนแบบนี้แหละ คิดจะทำอะไรก็ไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว” ซีวิลตอบคำถาม “เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

    “แล้ว...เมื่อก่อนเจ้านั่นมีเรื่องอะไรเหรอ?”

    “หมายถึงที่มาสเตอร์เจพูดสินะ” ซีวิลถามเพื่อความแน่ใจ เทรนพยักหน้าเล็กน้อย

    “ทำไมไม่ถามกับเอเซ มาถามข้ามทำไมละ?” ชายหนุ่มไม่ตอบเธอแต่แกล้งถามกลับด้วยน้ำเสียงยียวน

    “ถามไปก็ไม่ตอบหรอก”

    “ยังไม่ได้ลองถามเลยแล้วรู้ได้ยังไง” ซีวิลยังคงแกล้งเธอต่อ เทรนเงียบนิ่งเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

    “ถ้าอยากรู้เรื่องของเจ้านั่น ก็ถามจากปากของเจ้านั่นเองถึงจะดีที่สุดนะ”

    “รู้แล้วละน่า” เทรนตอบเสียงอ่อย

    “เอ้า! จับแน่นๆละ ขืนตามไม่ทันมีหวังโดนเจ้านั่นมองตาเขียวใส่แน่ๆ”

    ซีวิลเตะท้องม้าให้มันเร่งความเร็วเพราะตอนนี้เอเซนำหน้าไปไกลลิบแล้ว




    เวลาทั้งวันหมดไปกับการเดินทาง ทั้งสามหยุดพัก ณ โรงแรมร้างแห่งหนึ่งที่ปิดตัวลงเพราะเจ้าของตายลง ตอนนี้ที่นี่กลายเป็นจุดพักค้างคืนของบรรดานักเดินทางไปมาระหว่างออกัสตินและอเลกซานเดรียไปโดยปริยาย

    “เมื่อยจังแฮะ” เด็กสาวบิดตัวไปมาเมื่อลงจากหลังม้า

    “ยังอีกหลายวันกว่าจะถึง วันนี้นอนพักเยอะๆไว้นะ” ซีวิลบอกกับเธอ

    เอเซผลักประตูให้เปิดกว้าง ด้านในเป็นห้องโล่งกว้างขวางแม้จะเก่าแต่ก็สะอาดพอควร มีนักเดินทางจับจองพื้นที่เป็นที่หลับที่นอน สายตาทุกคู่จับจ้องที่กลุ่มผู้มาใหม่ทันที เทรนรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ในบรรยากาศอย่างนี้ ซีวิลแตะบ่าเธอเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไรถ้าอยู่กับพวกเขา

    ค่ำคืนที่เงียบสงัดและวังเวงผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งรุ่งเช้า




    ทั้งสามควบม้ามุ่งหน้าไปทางตะวันตกแข่งกับพระอาทิตย์เป็นเวลาห้าวันจนมาถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนทางแยกสองทาง ถ้ามุ่งหน้าทางตะวันตกจะไปยังอเลกซานเดรีย และหากลงใต้ก็จะเป็นเส้นทางนำไปสู่เมืองบาสเตียน

    หมู่บ้านแห่งนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสามนคร การค้าขายจึงคึกคักเป็นพิเศษ ร้อยละเจ็ดสิบของคนทั้งหมดล้วนเป็นพ่อค้าแม่ขายทั้งนั้น

    เอเซนำม้าไปไว้ที่คอก ส่วนซีวิลพาเทรนไปเดินหาซื้อเสบียงที่ในย่านการค้า เทรนเลือกหยิบผลไม้ที่เธออยากกินเต็มไม้เต็มมือเมื่อซีวิลบอกว่าเขาจะจ่ายเงินให้

    “เจ้าชอบกินข้าก็ไม่ว่าหรอก พอดีว่ามีสัตว์กินเนื้ออยู่ในกลุ่มด้วย ขืนหยิบไปแต่ผลไม้หลากสีมีหวังเจ้าโดนจับย่างกินแน่ๆ”

    เด็กสาวอ้าปากจะพูดบางอย่างแต่เปลี่ยนใจหยุดประโยคนั้นไว้แค่ริมฝีปาก วางส้มและแอปเปิลบางส่วนลงในตะกร้าเหมือนเดิม

    “หวังว่าคงไม่สั่งให้ข้าไปจับกระต่ายในป่ามาให้หรอกนะ”

    “ก็ไม่แน่” ซีวิลตอบแล้วขำเมื่อเห็นเด็กสาวทำท่างอน

    เสียงเอะอะในร้านเหล้าดังขึ้นกะทันหันจนทุกคนหันไปสนใจ เสียงโวยวายและเสียงขวดแตกดังอยู่ต่อเนื่องไม่มีท่าทีจะหยุด

    “เรื่องปกติของที่นี่ก็แค่คนเมาแล้วกร่าง” ซีวิลสังเกตเห็นสีหน้าเป็นกังวลของเธอ “เราเลี่ยงไปทางโน้นดีกว่า”

    ยังไม่ทันจะเดินออกมาได้ไกล ซีวิลสังเกตเห็นเอเซยืนพิงเสาหน้าร้านขายของ ดูเผินๆเหมือนเขากำลังยืนรออยู่ แต่สายตานั้นกลับแข็งกร้าวคุโชนราวกับมีเพลิงเผาไหม้

    นักล่าค่าหัวรุ่นพี่เข้าใจสถานการณ์ในทันที ฉุดข้อมือเด็กสาวให้ออกห่างจากพายุที่ชื่อว่า ‘เอเซ’ ในทันที

    “เดี๋ยวๆ ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วยเนี่ยพี่ซีวิล ใจเย็นๆสิ”




    เมื่อเห็นซีวิลพาเทรนออกห่างไปแล้ว เอเซขยับตัวจากท่ายืนพิงเสาเดินเข้าหาเป้าหมายในทันที นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนภาพชายร่างบางหน้าตาดี ผมสีดำยาวปรกหน้า การแต่งกายภูมิฐานนั่งกินดื่มคนเดียวอยู่ชานหน้าร้านอาหาร

    นักล่าค่าหัวหนุ่มเดินมาหยุดหน้าโต๊ะ เงาทะมึนความสนใจผู้ที่นั่งอยู่ให้ผละจากแผ่นกระดาษหลายใบในมือ

    “มีอะไรรึเปล่าครับ” ชายหนุ่มผมดำถามด้วยความสุภาพ

    เอเซยืนนิ่งจ้องเขาไม่กระพริบตา ยกมือขึ้นชี้นิ้ว “รอยสักที่คอนั่น”

    รอยสักเล็กๆรูปปีกสีดำคู่หนึ่งอยู่บนรอยต่อระหว่างคอและบ่า คนทั่วไปคงยากที่จะมองเห็น

    แต่เอเซเดินไม่มีทางไม่เห็นเมื่อเดินสวนกับเขาที่ทางเข้าย่านการค้า

    “ไม่ใช่รอยสักหรอกครับ เป็นรอยปานตั้งแต่เกิดน่ะครับ” ผู้ที่ถูกถามตอบด้วยเสียงสุภาพและรอยยิ้มเป็นมิตร

    นักดาบหนุ่มกระชากดาบคู่ใจจับสองมือเงื้อขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดลงด้วยความเร็วสูงสุด โต๊ะไม้และเก้าอี้ขาดเป็นสองส่วนในพริบตาแต่ไม่มีร่างของชายผมดำอยู่ตรงนั้น

    ในวินาทีจะถูกฆ่าเขากระโดดหลบดาบสังหารของเอเซมาอยู่กลางถนน ผู้คนแตกฮือกระจายออกห่างทันที

    เอเซยกดาบชี้เขา แววตาแข็งกร้าวเปี่ยมด้วยโทสะ “ข้าไม่มีทางลืมรอยสักนั่นเด็ดขาด”

    “เลือกมา จะพูดความจริงหรือจะตายตรงนี้!”

    ไร้เสียงตอบ ชายผมดำพุ่งตัวหนีจากเอเซทันที

    แม้จะไม่ผิดไปจากที่คาดแต่ทิศทางที่อีกฝ่ายหนีทำให้เอเซทึ่ง เขาไม่เลือกวิ่งไปตามทางที่เปิดกว้างแต่ฝ่าเข้ากลางฝูงคน

    เอเซพุ่งตัวขึ้นบนหลังคาที่ยื่นออกมาจากอาคารวิ่งตามไปติดๆ ชายผมดำซัดอาวุธลับโจมตีเพื่อชะลอความเร็วของผู้ไล่ล่า ทว่านักล่าค่าหัวหนุ่มเร่งความเร็วหลบมีดโปร่งแสงก่อนที่มันจะปักกลางอกเขาแล้วกระโจนลงมาโจมตีทันที

    ชายผมดำหมุนตัวหลบคมดาบแล้วโจมตีกลับด้วยมีดโปร่งแสงในมือขวา เป้าหมายอยู่ที่มุมอับด้านซ้ายมือจากท่วงท่าพุ่งแทง

    ทว่าปลายมีดนั้นหยุดก่อนจะตัดเส้นเลือดที่คอ เอเซคว้าจับข้อมือของเขาไว้ได้ทัน

    “เผยธาตุแท้ของนักฆ่าออกมาจนได้นะ” นักล่าค่าหัวหนุ่มยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาวาวดุจสัตว์ป่า ร่างของนักฆ่าผมดำถูกเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกเสาไม้จนหักกระจาย

    เอเซตามแทงดาบเข้ากลางอกนักฆ่าผมดำ อีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบความตายได้แต่ก็ไม่พ้นทั้งหมด ไหล่ซ้ายถูกบาดเป็นแผลลึกจนเลือดกระฉูด เขากัดฟันฝืนความเจ็บปวดพุ่งตัวหนีอีกครั้ง

    เอเซพุ่งเข้าประชิดด้านหลังเขาทันที ดาบในมือขยับแทงลงด้านล่างจนทะลุน่องซ้ายแล้วตวัดออกข้าง ก้อนเนื้อและเลือดกระเด็นตามปลายดาบ

    ชายผู้มีรอยสักล้มหน้าคะมำแต่ไม่มีเสียงร้องเพราะความเจ็บปวดแม้แต่คำเดียว

    นักดาบหนุ่มสะบัดดาบไล่เลือด ก้าวเท้าเข้าหาพร้อมจิตสังหารพลุ่งพล่าน

    “บอกมาว่าคนใช้โซ่ที่มีรอยสักแบบเดียวกับเจ้าอยู่ที่ไหน” ปลายดาบจ่อคอหอยเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย

    ชายผมดำหลับตาลงเหมือนต้องการตายมากกว่าพูด

    ก่อนที่ดาบจะตัดหัวชายผมดำ รอบตัวเขากลับบังเกิดสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ

    น้ำแข็งจำนวนมากก่อตัวขึ้นห่อหุ้มร่างเขาไว้เหลือเพียงแค่หัว น้ำแข็งบางส่วนลุกลามเข้าหาเอเซบีบบังคับให้เขาต้องถอยออกห่าง





    ร่างหนึ่งกระโดดจากหลังคาโรงแรมด้านหลังเอเซลงมายืนข้างชายผมดำที่ถูกผนึกไว้ในน้ำแข็ง เขาเปิดผ้าคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นเส้นผมสีเงินเป็นประกายยาวปรกดวงตาคาดเดาอายุจากใบหน้าคงไม่เกินสิบเจ็บสิบแปดปีเท่านั้น

    ดวงตาสีเงินวาวชวนน่าขนลุกเมื่อจ้องมอง ดวงตาคู่นั้นให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกเหมือนภูเขาน้ำแข็ง

    ผ้าคลุมถูกปลดออก เสื้อแขนสั้นสีฟ้าอ่อนขลิบทองปลายที่แขนเสื้อและปก กระดุมเงินเงาวับสะท้อนเล่นแสง กางเกงขายาวสีเดียวกันคลุมถึงข้อเท้า รองเท้าหนังแก้วสีดำสะอาดเหมือนไม่เคยเปื้อนฝุ่นดินมาก่อน

    สัญลักษณ์ดาวหกแฉกบนกระดุมเห็นได้ชัดเจน

    ทหารมากมายเปิดเผยตัว ตีวงล้อมซ้ายขวากันชาวบ้านที่มุงอยู่ให้ถอยห่างไปร่วมสิบเมตร

    เอเซมองเหลือบมองการแต่งกายของทหารเหล่านั้น “...คนของนครเวเนส”

    “ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะนะ”

    “อ้อ! ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับมันหรอก” เด็กหนุ่มปริศนาชิงตอบเมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของเอเซ

    นักดาบหนุ่มลดแววตาแข็งกร้าวลงเล็กน้อย ความจริงเขาสัมผัสถึงตัวตนของเด็กคนนี้ไตั้งแต่ตอนเริ่มไล่ตามชายผมดำแล้วแต่ไม่รู้จุดประสงค์ของเขา “...ต้องการอะไร?”

    “ท่านไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ปัญหาของข้าไม่ใช่ปัญหาของท่าน” คำตอบเย็นชาจากปากเด็กหนุ่มกระตุ้นความไม่พอใจของเอเซให้ปรากฏในดวงตาอีกครั้ง

    “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าเป็นใคร แต่คนที่ข้าต้องการตัวไม่มีใครขัดขวางได้” นักดาบหนุ่มสะบัดดาบดังวูบ

    “เหมือนกันเลยนะ ข้าก็ไม่สนว่าท่านเป็นใครแต่วันนี้ข้าต้องไปพร้อมกับชายคนนี้” เด็กปริศนายิ้มยั่วยวนคมดาบอย่างไม่เกรง

    “ก็ลองดู” เอเซออกปากท้าทาย ดวงตาดุดันพุ่งเข้าหาทันที

    เด็กหนุ่มสะบัดมือหนึ่งครั้ง แท่งน้ำแข็งแหลมคมพุ่งทะลวงพื้นขึ้นมาโจมตีเอเซ เขาหลบฉากออกทางซ้ายหมายจะอ้อมไปถึงตัวชายผมดำ

    “ช้าไปนะ” อีกฝ่ายตอบโต้ด้วยแท่งน้ำแข็งแบบเดิม แต่เอเซทำลายมันแตกกระจายในดาบเดียวและมุ่งหน้าเข้าหาชายผมดำอีกครั้ง

    เด็กหนุ่มผมเงินยิ้มพอใจเมื่อเห็นคู่มือวิ่งเข้าหากับดักของตน เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้งกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นขวางเบื้องหน้าเอเซ นอกจากนี้ยังมีแท่งน้ำแข็งจากซ้ายขวาจู่โจมเข้ามาพร้อมกันบังคับให้เอเซต้องถอยหลังเพียงทางเดียว

    เมื่อนักดาบหนุ่มตั้งหลักอีกครั้ง หอกและดาบน้ำแข็งลอยอยู่กลางอากาศล้อมเขาไว้หมดทุกทิศทาง

    “ขอเตือนด้วยความหวังดีเป็นครั้งสุดท้ายนะ” เด็กหนุ่มยกนิ้วสะบัดผมที่ปรกหน้า “ถ้าข้าเอาจริงท่านตายไปนา...”

    วูบ

    ดาบแหวกอากาศถากหน้าเด็กหนุ่มไปนิดเดียวครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายถอยหลังบ้าง

    “เป็นไปได้ยังไงกัน” ดวงตาสีเงินเบิกกว้าง ตะลึงที่อีกฝ่ายหลบรอดจากวงล้อมดาบหอกน้ำแข็งมากมายเข้าประชิดตัวโดยที่เขาไม่รู้สึกตัว

    เลือดไหลซึมจากใต้ตาขวา หากเขาหลบช้ากว่านี้ผลลัพธ์คงไม่ใช่แค่แผลบาดผิวชั้นนอก

    “แผลนั่นเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย” เอเซสะบัดดาบวูบอีกครั้ง

    เด็กหนุ่มยิ้ม เป็นยิ้มแสยะที่น่าสยดสยอง ลมเย็นยะเยือกพัดจากเขาอย่างรุนแรงราวกับเป็นจุดศูนย์กลางพายุหิมะ

    อาคารบ้านเรือนรอบข้างถูกไอเย็นเกาะกุมจนกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา

    “เป็น 'นักเวท' จริงๆสินะ” เอเซตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือ

    “อีกเดี๋ยวก็ตายแล้วไม่จำเป็นต้องรู้หรอกน่า” เด็กหนุ่มตะโกนก้อง หอกน้ำแข็งจำนวนมากพุ่งเข้าโจมตีเอเซด้วยจำนวนและความเร็วเป็นสองเท่า

    นักล่าค่าหัวหนุ่มรัวดาบทำลายแท่งน้ำแข็งถี่ยิบได้แต่ถอยร่นไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มผู้ใช้น้ำแข็งพุ่งตามประกบแล้วสร้างแท่งน้ำแข็งขนาดใหญ่โจมตีในระยะประชิด

    เอเซพุ่งตัวขึ้นอาศัยแท่งน้ำแข็งเป็นฐานหยั่งเท้ากระโดดขึ้นหลังคาอาคารที่อยู่ใกล้ ส่วนบ้านด้านหลังเอเซถูกทำลายย่อยยับพังพินาศในทันที

    ทว่า เงาทะมึนบดบังแสงเหนือหัวจนมืดสนิท นักดาบหนุ่มกระโจนหนีออกจากขอบเขตของเงาทันที ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาตกลงมาทับอาคารทั้งหลังพังเป็นเศษซาก

    เสียงร้องตกใจของชาวบ้านไม่ทำให้เด็กหนุ่มหยุดมือได้ ก้อนน้ำแข็งต่อๆมาทำลายอาคารตึกแถวพังทลายไปแถบหนึ่ง ฉากไล่ล่าฆ่าฟันของเอเซกับชายผมดำกลายเป็นเพียงเด็กวิ่งไล่จับเมื่อเทียบกับหายนะระดับนี้

    “หึหึหึหึหึ” เสียงหัวเราะสะใจดังในลำคอเด็กหนุ่ม ดวงตาสีเงินเผยความวิปลาสออกมาอย่างชัดแจ้ง

    “เป็นอะไรไป ถ้ามัวแต่หนีก็ฆ่าข้าไม่ได้น่ะสิ”

    เอเซม้วนตัวลงพื้นพุ่งหนีก้อนน้ำแข็งยักษ์ที่ตกลงมาเข้าหาศัตรูทันที

    เปรี้ยง!

    ดาบของเอเซกระแทกกับกำแพงน้ำแข็งก่อนจะบั่นคอเด็กโรคจิต พริบตานั้นเอเซรู้สึกว่าขาของเขาเย็นเฉียบและไม่อาจขยับได้อีกต่อไป

    “รอดมาได้สี่สิบแปดวินาทีนับว่าเก่ง แต่ตายด้วยกับดักแบบนี้นับว่าโง่”

    เด็กหนุ่มผมเงินสร้างดาบน้ำแข็งเงื้อจะแทงหัวใจเอเซ

    เปรี้ยง!

    หน้าของเด็กหนุ่มสะบัด ขาซวนเซอ่อนยวบ ดาบน้ำแข็งตกพื้น เลือดหยดจากปากและจมูก บางส่วนเลอะกำปั้นซ้ายเอเซ เขาใช้ดาบทำลายน้ำแข็งที่ขาเพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ

    “ลูกหมาได้ห่มหนังเสือยังไงก็เป็นลูกหมาอยู่ดีนั่นแหละ”

    “หึหึหึหึ” เด็กหนุ่มยังคงหัวเราะในลำคอ เงื้อหมัดต่อยคืนเอเซทันที




    “หยุดนะ 'อากิรอส คีฟ'“

    เสียงหวานใสของเด็กสาวแต่แฝงความน่าเกรงขามดังจากด้านหลังเด็กหนุ่ม ผู้ที่ถูกเรียกชื่อหยุดชะงักทันที

    เธอเดินมาหยุดข้างเขา “พอได้แล้ว ถอยไปก่อน”

    หญิงสาวหน้าตาสะสวยผิวขาวเนียน ผมสีเขียวเข้มมรกตเป็นลอนยาวถึงกลางหลัง ผมปอยข้างหูถูกถักเป็นเปียเล็กๆรัดด้วยเชือกสีชมพู เสื้อแขนยาวสีเขียวใบไม้สดขลิบทองที่ปลายแขน กระดุมทองสลักเป็นรูปดาวหกแฉก กระโปรงสีดำสูงเหนือเข่ากับถุงน่องสีขาวสูงถึงปลายกระโปรง รองเท้าหนังสีดำแบบเดียวกับอากิรอส

    ดวงตาสีเขียวเป็นประกายงดงามดุจดั่งมรกตชั้นเลิศแฝงเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

    เธอประสานมือไว้เบื้องหน้า ก้มศีรษะคำนับเอเซอย่างนอบน้อม

    “ขออภัยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ พวกเรามีนามว่า 'อิซาเบล โซดิแยร์' และ 'อากิรอส คีฟ' จากนครเวเนส พวกเราได้รับมอบหมายให้จับกุมชายผู้นี้ซึ่งก่อคดีอุกฉกรรจ์ไว้ หวังว่าท่านคงเข้าใจในเหตุผลของพวกเรานะคะ”

    “เวเนสไม่มีคนอื่นแล้วถึงได้ส่งเด็กอมมือมาทำงานหรือไงกัน” นักดาบหนุ่มเก็บดาบกลับลงฝัก ส่งสายตาไปทางเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ห่างออกไป

    “หมายถึงใครกัน หา?” อากิรอสเสียงไม่พอใจ แต่อิซาเบลยื่นมือขึ้นปรามไว้

    “เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจภายในและพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรงค่ะ” เสียงของเธอสุภาพแต่แฝงความนัยว่าเอเซเป็นบุคคลภายนอก

    เธอดีดนิ้วหนึ่งครั้ง น้ำแข็งที่ผนึกตัวชายผมดำไว้สลายไป นายทหารสี่นายเข้ามาควบคุมตัวเขาออกไปทันที

    แววตาของเอเซส่อความไม่พอใจอีกครั้งหนึ่ง

    อิซาเบลรับไว้ด้วยรอยยิ้มสดใส

    “ท่านเป็นนักล่าค่าหัว หากมีปัญหากับนครเวเนสย่อมไม่เป็นผลดี ข้อนี้ท่านน่าจะรู้แจ้งแก่ใจดีนะคะ”

    ทั้งสองจ้องตากันเป็นเวลานาน ไม่มีใครละยอมละสายตาหลบใคร

    “เรื่องวันนี้สร้างความเสียหายให้กับหมู่บ้านค่อนข้างมาก ทางนครเวเนสจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดเองค่ะ”

    เด็กสาวประสานมือคำนับให้เอเซอีกครั้งแล้วหันหลังกลับไปทันที

    “อายุแค่นี้แต่ร้ายจริงๆ” ซีวิลเดินมาจากด้านหลัง เขาอยู่นอกการต่อสู้เพื่อประเมินสถานการณ์

    “เด็กนั่นละ” เอเซหมายถึงเทรน

    “ข้าพาไปหลบที่คอกม้าตั้งแต่ตอนแรกแล้ว”

    นักดาบหนุ่มทอดตามองรอบตัว อาคารบ้านเรือนเสียหายยับเยิน เสียงร้องไห้ของเด็กๆดังระงม

    “รีบไปจากที่นี่กันเถอะ” ซีวิลแนะนำ

    “ก่อนที่เรื่องยุ่งยากจะตามมาเป็นพรวน”
  22. taleoftrue Well-Known Member

    EXP: 894 ถูกใจที่ได้รับ: 52 คะแนน Trophy: 113
    ลุยกันซะเละเทะเลยแฮะ แต่ช่วงจบตอนรู้สึกจะรีบจบห้วนๆไปนิดนะฮะ
  23. Aki Paradox Observer

    EXP: 485 ถูกใจที่ได้รับ: 41 คะแนน Trophy: 48
    มาเม้นท์แล้วเด้ออออ... จริง ๆ ไม่มีคอมเม้นท์อะไรเท่าไหร่
    รู้สึกว่าสามสี่ตอน (ที่อ่านไปรวดเดียว) คนเขียนคุมอารมณ์คนอ่านอยู่ แล้วก็ใช้สำนวนที่ผลักให้คนอ่านหมุนไปกับนิยายได้ดีมาก ๆ เลย

    เห็นด้วยกับพี่อีวานว่า... โดยเฉพาะเขียนโดยเทรนเป็นคนนำเรื่องงงง อรรถรสและภาษาช่วงนั้นดีมากจริง ๆ

    ยังไงก็ตาม การที่คอมเม้นท์น้อยนี้แสดงให้เห็นว่า

    พอใจมากแล้วหล่ะ

    ตามนั้นนะ ฮาๆๆๆๆ
  24. swanton Dragon on Board

    EXP: 1,436 ถูกใจที่ได้รับ: 69 คะแนน Trophy: 113
    จบห้วนไปจริงๆ เห็นด้วยกับซาล

    อากิรอส คีฟ เปิดตัวออกมาค่อนข้างผิดจากที่คิด (ฮา) ไม่แน่ใจว่าบุคลิกเป็นแบบไหน แต่คำว่าเด็กหนุ่มนี่มันไม่อ่อนไปสำหรับคีฟหรอกเหรอ
    ได้ยินชื่ออิซาเบลอีกแล้ว =w="""

    ส่วนตัว
    บทนี้เอื่อยแปลกๆ บทสนทนาเยอะ บทเปิดตัวอากิรอสไม่ตื่นตาตื่นใจ
    ช่างแปลกจากตอนแรกๆที่อาเซเขียนเรื่องโจรบุกหมู่บ้านเทรน ไม่ได้จะตำหนิ แต่อยากเห็นบทสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านสมเป็นอาเซแม็กมากกว่านี้
    ขอโทษที่มาเม้นท์ช้า จริงๆไม่รู้จะเม้นท์อะไรดี .... เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรมาก เอาเม้นท์สำนวนไปก่อนละกัน :3
  25. Azemag Aze McDowell

    EXP: 2,329 ถูกใจที่ได้รับ: 221 คะแนน Trophy: 133
    ไม่ได้เขียนฉากต่อสู้มาสักพักหนึ่ง ลองให้ลุยกันเละเทะบ้างน่ะครับ
    เพราะตอนที่ผ่านๆมาผมตั้งใจจบฉากต่อสู้ให้เร็ว เดี๋ยวจะเลยเถิดปิดบทไม่ลง


    ถ้านายว่าอย่างงี้ เราก็ตามนี้เลยละกัน


    ตอนซาลทักยังไม่เท่าไร พออีวานทักซ้ำเลยต้องฉุกใจคิดจริงๆว่ามันห้วนไปเหรอ (ฮา)

    อารมณ์ที่อยากนำเสนอก็คือ ลุยกันเละเทะจนหมู่บ้านพังไปทั้งแถบ
    อิซาเบลก็อยากตัดบทเพราะได้ตัวคนที่ต้องการ + ไม่อยากให้อากิรอสสร้างความวุ่นวายเพิ่มขึ้น และก็ไม่อยากให้เอเซรู้ข้อมูลอื่นๆมากไปกว่านี้
    เอเซก็ต้องรีบออกจากหมู่บ้านก่อนที่ปัญหาจะตามมาเหมือนที่ซีวิลว่า

    ถ้ามันห้วนไปก็ต้องขออภัยไว้ที่นี้ด้วยครับ

    ด้านสำนวน ผมว่ามันก็เพี้ยนไปจากสามตอนแรกเยอะมาก คาดว่าเพราะห่างการเขียนตอน 7 ไปนานเลยทำให้แปร่งไป
    เดี๋ยวแก้ตัวใหม่ตอน 9 เป็นต้นไปก็แล้วกัน
    ตอน 8 ไม่ทันแล้ว (ฮา)

    กรุณาตัดข้อมูลทั้งหมดที่เคยอ่านใน Legendary ออกไปเลยครับ
    ถึงชื่อเหมือน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนเดียวกันนะ = =;

    อากิรอสในเรื่องนี้แค่ 17 เอง (อิซาเบลก็ด้วย)
    และก็... อิซาเบลไม่ใช่เบลลานี่เช่นกันครับ


    ขอขอบคุณทุกๆคอมเมนต์ครับ

Share This Page